วันนี้นัดอีก! “คณะราษฎร” ประกาศชุมนุม 16 ต.ค. 5 โมงเย็น แยกราชประสงค์

วันที่ 15 ตุลาคม 63 เฟซบุ๊ก เยาวชนปลดแอก โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

“คณะราษฎร” ด่วน! เวลา 22:00 จะทำการปิดเวที #15ตุลาไปราชประสงค์ ในวันพรุ่งนี้ (16 ตุลาคม 63) 17.00 น. เรามาพบกันใหม่! ที่นี่ ถนนราษฎร์ ประสงค์! วันนี้มวลชนนับแสนได้มาร่วมกันแล้ว หลังจากนี้จะเพิ่มขึ้นมากขึ้นทุกวัน ทุกวัน ไม่มีอำนาจใดยิ่งใหญ่กว่าประชาชน ไม่ว่าจะสลายเท่าไหร่ เราจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ!

หากมีการรัฐประหารหรือรัฐบาลแห่งชาติ เราออกมาต่อต้านจนถึงที่สุด เวลานี้คุณไม่อาจหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไปแล้ว ประชาชนจงเจริญ

กระบะ ซิ่งตัดหน้ารถไฟเฉียดฉิว หวิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย 19 ศพ ห่างกันแค่สถานีเดียว

หวิดโศกนาฏกรรมซ้ำที่ฉะเชิงเทรา หลัง กระบะ ตัดหน้ารถไฟเฉียดฉิว ห่างจุดเกิดเหตุชน 19 ศพ แค่สถานีเดียว

กระบะ ตัดหน้ารถไฟเฉียดฉิว เมื่อวันที่ (15 ตุลาคม 63) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางอุสา อายุ 51 ปี ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดทางข้ามรางรถไฟริมถนนสายวัดเกาะ-แพรกวังตะเคียน-บางปลานัก ห่างจากสถานีรถไฟคลองบางพระเพียงประมาณ 500 เมตร ว่า เมื่อวานนี้ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ได้ทีเหตุน่าหวาดเสียวจนเกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรมหมู่ต่อเนื่องจากกรณีขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าชนรถบัสของคนมาทำบุญกฐินอีกจุดหนึ่งแล้ว

หลังจากมีรถยนต์กระบะที่มีคนนั่งมาในรถจนเต็มแค็ป ขับตัดหน้าขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าตู้คอนเทรนเนอร์ไปอย่างเฉียดฉิว จนขบวนรถไฟต้องเบรกหยุดรถทันที แต่หัวขบวนได้ไถลเลยผ่านไปไกลจากจุดตัดทางข้ามถึงประมาณ 200-300 เมตร จอดแน่นิ่งหยุดคารางอยู่เพียงชั่วคู่ ส่วนรถยนต์กระบะที่ขับตัดหน้าจนเกือบถูกหัวรถจักรเกี่ยวที่ขอบด้านท้ายกระบะได้ขับผ่านเลยไปในทันที

ซึ่งในขณะนั้นตนกำลังนั่งทำขนมหวานไทย อยู่ภายในบ้านซึ่งอยู่ติดกับรางรถไฟจึงทำให้สามารถมองเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ซึ่งสาเหตุเกิดจากมีขบวนรถไฟ 2 ขบวน ที่ขับมาในเวลาไล่เลี่ยจนเกือบจะซ้อนกัน โดยคนขับรถกระบะซึ่งกำลังจะขับข้ามรางรถไฟมาจากทางฝั่งถนนที่เชื่อมต่อไปยังวัดบางปลานัก และ ต.หนามแดง มุ่งหน้ามายังทางฝั่งวัดเกาะ หรือฝั่งทางบ้านของตน

น่าจะมองเห็นรถไฟเพียงขบวนเดียว ซึ่งเป็นขบวนรถไฟโดยสาร ที่เดินทางมุ่งหน้ามาจากสถานีชุมทางฉะเชิงเทราไปยังสถานีกรุงเทพฯ ขับผ่านมาบนรางที่ 1 ที่อยู่ชิดติดกับแนวรั้วกั้นเขตรถไฟและบ้านของตน แต่มองไม่เห็นขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าที่กำลังผ่านมาในทิศทางเดียวกันบนรางที่ 3 ซึ่งอยู่ชิดกับขอบทางด้านฝั่งตรงข้าม และอยู่ใกล้กับจุดที่รถกระบะจอดรอให้ขบวนรถโดยสารผ่านเลยไปก่อน

และอาจไม่ทันได้มอง หรืออาจจะมองไม่เห็นขบวนรถไฟสินค้า ที่ขับตามกันมาอีกขบวนในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงทำให้รถยนต์กระบะขับตัดผ่านหน้าขบวนรถไฟผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิว จนหัวรถจักรเกือบจะเกี่ยวเข้ากับที่ขอบด้านท้ายของรถยนต์กระบะ แต่โชคดีที่ยังรอดพ้นมาได้ ซึ่งตนเห็นเหตุการณ์โดยตลอดเวลา เนื่องจากได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่เปิดให้สัญญาณดังลั่น และเสียงเบรกหยุดขบวนรถจนหัวรถจักรไถลเลยไปไกลดังกล่าว นางอุสา กล่าว

ขณะที่ นายวิฑูรย์ ยังให้ผล อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.11 ต.บางเตย กล่าวว่า หลังทราบเหตุการณ์ที่เกือบจะเป็นเหตุซ้ำรอยกันกับเหตุรถไฟชนรถบัสทำบุญกฐิน ที่สถานีคลองแขวงกลั่นแล้ว จึงได้นำชาวบ้านเดินทางมาร่วมกันกับ นายอณิวัชร์ เย็นสวัสดิ์ อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 และนายสมศักดิ์ ยังให้ผล อายุ 52 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.4 เพื่อมาทำการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่บริเวณที่เกือบจะกิดเหตุในทันที

โดยบริเวณจุดตัดทางข้ามใกล้กับสถานีบ้านคลองบางพระแห่งนี้ เป็นแนวเขตรอยต่อของทั้ง 3 หมู่บ้าน คนทั้ง 3 ชุมชนจึงไม่อยากให้มาเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นเดียวกันกับที่บริเวณสถานีคลองแขวงกลั่น อีกทั้งยังเป็นสถานีรถไฟใกล้เคียงกัน โดยสถานีรถไฟคลองบางพระ อยู่เลยถัดมาจากสถานีบ้านคลองแขวงกลั่นเพียงสถานีเดียว จึงถือเป็นพื้นที่เดียวกัน และยังอยู่ในตำบลเดียวกันอีกด้วย

ด่วน! สน.ลาดพร้าวรวบ “เอกชัย” ระหว่างไปมอบตัวที่โรงพักดุสิต คดีประทุษร้ายพระราชินี

เมื่อเวลา 08.40 น. ข่าวช่อง 8 รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ได้แสดงตัวเข้าจับกุม “เอกชัย” หงส์กังวาน ขณะกำลังเดินทางไปมอบตัว สน.ดุสิต ในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุม 14 ต.ค. เบื้องต้นได้นำตัวไปสอบสวนที่ สน.ลาดพร้าว แล้ว

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ (15 ตุลาคม 63) ศาลอาญา อนุมัติตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ออกหมายจับ นายเอกชัย หงส์กังวาน และ นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักกิจกรรมทางการเมือง ตามหมายจับที่ 1595/2563 และ 1596/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี

ในความผิดมาตรา 110 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

คณะราษฎร ออกแถลงการณ์ เดินหน้าชุมนุมเย็นนี้ที่ แยกราชประสงค์ แม้แกนนำถูกจับ

คณะราษฎร ออกแถลงการณ์ เรื่อง จุดยืนต่อการสลายการชุมนุม ว่า จากกรณีการสลายการชุมนุม ในเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2563 โดยเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมทั้งมีการจับกลุ่มแกนนำ และผู้ปราศรัยทั้งหมด 4 คน นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) นายอานนท์ นาภา นายประสิทธิ์ อุธาโรจน์ และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ซึ่งเป็นการ กระทำที่ไม่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด เพราะการชุมนุมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรมีใครสมควรถูกจับกุมจากการชุมนุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการกระทำที่ภาครัฐมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนขบวนการประชาธิปไตย ขัดขวางประชาชน เป็นการกระทำเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้อง

เราขอแสดงจุดยืนโดยจัดการชุมนุมต่อไป ในวันที่ 15 ตุลาคม 2563 เวลา 16.00 น. ณ แยกราชประสงค์ เราขอเชิญพ่อแม่พี่น้องที่รักในประชาธิปไตยจงออกมา เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงกับเรา เพื่อโค่นล้มอำนาจเผด็จการ

เฟซบุ๊กเอาจริง! ไล่ลบเพจต่อต้านโรฮิงญาในมาเลเซีย อ้างเป็นต้นตอแพร่โควิด-19

เฟซบุ๊กเอาจริง! ยอดผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในมาเลเซียพุ่งขึ้นในปีนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ได้รายงานต่อเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการโพสต์คำพูดที่สร้างความเกลียดชังและข้อมูลผิดๆ เกี่ยวผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงญาจากเมียนมา อย่างไรก็ตาม โพสต์จำนวนมากที่พุ่งเป้าไปที่ชาวโรฮิงญาในมาเลเซียก็ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่ในเฟซบุ๊ก รวมถึงเพจ “Anti Rohingya Club” และ “Foreigners Mar Malaysia’s Image แม้ว่าสองเพจดังกล่าวได้ถูกเฟซบุ๊กสั่งลบแล้วก็ตาม

เฟซบุ๊กได้ยอมรับในปี 2561 ว่า แพลตฟอร์มของบริษัทได้ถูกใช้เพื่อปลุกระดมความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในเมียนมา และเมื่อปีที่แล้วเฟซบุ๊กได้ใช้เงินมากกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับแพลตฟอร์ม แต่การพุ่งขึ้นของคอมเมนต์ต่อต้านชาวโรฮิงญาในมาเลเซียแสดงให้เห็นว่า คำพูดที่แสดงความเกลียดชังชาวต่างชาตินั้นก็ยังคงมีอยู่ต่อไป

โฆษกของเฟซบุ๊กเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เฟซบุ๊กได้ลบเพจหรือกลุ่ม และโพสต์ต่างๆ ที่แสดงคอนเทนต์ต่อต้านผู้อพยพ

“เราจะไม่อนุญาตให้ใครโพสต์คำพูดที่แสดงถึงความเกลียดชังหรือการข่มขู่เกี่ยวกับความรุนแรงในเฟซบุ๊ก และเราจะทำการลบคอนเทนต์ดังกล่าวทันทีที่เราทราบ” เฟซบุ๊กระบุ

บางเพจที่ยังคงปรากฏในออนไลน์มีคอมเมนต์ที่เปรียบเทียบชาวโรฮิงญากับสุนัขหรือปรสิต บางเพจเปิดเผยถึงแหล่งที่พบชาวโรฮิงญา และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และรัฐดำเนินการกับพวกเขา

จอห์น ควินลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของ Fortify Rights ระบุว่า “คำพูดที่แสดงความเกลียดชังอาจนำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพและการข่มเหงคนทั้งกลุ่ม ซึ่งเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในเมียนมา และจะเป็นเรื่องที่ไร้ความรับผิดชอบ หากไม่ลบเพจหรือกลุ่มในเฟซบุ๊กที่ต่อต้านผู้ลี้ภัยและต่อต้านชาวโรฮิงญา”

ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมแต่เดิมนั้นเป็นมิตรกับชาวโรฮิงญามาช้านาน โดยมีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากว่า 1 แสนคนอาศัยในมาเลเซีย แม้มาเลเซียไม่ได้รับรองการเป็นผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการก็ตาม

กระแสความเกลียดชังชาวโรฮิงญาเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มที่แพร่เชื้อโควิด-19 หลังจากนั้นคำพูดที่สร้างความเกลียดชังได้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง รวมถึงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนมาเลเซียเกือบ 70% จากทั้งหมด 32 ล้านคนใช้งานอยู่

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกระบุว่า มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 16,880 ราย และมีผู้เสียชีวิต 163 ราย

โค้งมรณะ! ระกระบะขนกะหล่ำปลี แหกโค้วง ภูทับเบิก เสียชีวิต 1 ราย สาหัสอีก 6 ราย

วันที่ 14 ตุลาคม 2563 ขณะที่ ร.ตอ.พิทักษ์ ฟั้นสุข รองสารวัตรสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร สภ.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุหมู่ที่ โค้งมรณะ! รถยนต์กระบะบรรทุกกะหล่ำปลี มาเต็มคันรถ เกิดเบรกแตกแหกโค้งพลิกคว่ำเกือบตกเขา ที่เส้นทางหลวงหมายเลข 2331 ถนนทางขึ้นภูทับเบิก บริเวณโค้งเอส 3 ใกล้กับศาลเจ้าปู่ภูทับเบิก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 9-10 หมู่ 8 บ้านดอยน้ำเพียงดิน ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจำนวนหลายราย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยอาสากู้ภัยสว่างมงคลศรัทธาธรรมสถานจุดหล่มสักหล่มเก่า และรถกู้ชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จำนวน 4 คัน

โดยที่เกิดเหตุ เป็นทาง โค้งมรณะ! ลงเขาลักษณะตัว S ที่มีความลาดชันสูง หรือที่เรียกว่าโค้ง S 3 พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า แบบแคบ สีเทาดำ ห ซึ่งบรรทุกกะหล่ำปลีมาเต็มคันรถ ได้แหกโค้งพลิกคว่ำหลายตลบจนคอกกระบะหลังรถหลุด ถุงใส่กะหล่ำปลีตกเกลื่อนข้างถนน ส่วนตัวรถยนต์พลิกกลับมาตั้งติดอยู่ที่ร่องน้ำข้างถนน จนเกือบตกเขา และพบผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นชาย ที่นั่งอยู่บนหลังคารถ กระเด็นมานอนไม่ได้สติอยู่กับถุงกะหล่ำปลีที่ในร่องน้ำ จำนวน 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถเป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย รวมผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดจำนวน 7 ราย ส่วนคนขับได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยสว่างมงคลศรัทธาธรรมสถานจุดหล่มสักหล่มเก่า และรถกู้ชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จึงช่วยกันปฐมพยาบาลในเบื้องต้น และนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่าต่อไป

จากการสอบถามผู้บาดเจ็บ ที่ยังได้สติ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนและพวก จำนวน 8 คน ซึ่งเป็นคน หมู่ 6 บ้านหนองไผ่ และหมู่ 12 บ้านขี้นาค ต.วังบาล อ.หล่มเก่า ได้ขึ้นรถยนต์คันดังกล่าว ไปเหมาซื้อกะหล่ำปลีที่บนภูทับเบิก และในช่วงขากลับ ขณะที่รถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งบรรทุกกะหล่ำปลีมาเต็มคันรถ เพื่อจะนำไปขายที่ตลาดผักอำเภอหล่มสัก พอถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งที่มีความลาดชันสูง รถเกิดเบรคแตกแหกโค้งพลิกคว่ำจนทำให้มีผู้บาดเจ็บดังกล่าว แต่โชคยังดีที่รถไม่ตกลงไปในเขาลึก

ล่าสุด มีชายอายุประมาณกว่า 20 ปี ที่นั่งอยู่บนหลังคารถ และกระเด็นมานอนไม่ได้สติอยู่กับถุงกะหล่ำปลีที่ในร่องน้ำ ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่าในเวลาต่อมา

พล.ต.นพ.เหรียญทอง โพสต์เฟซบุ๊กรวมพลกองทัพประชาชน รอคำสั่งปฏิบัติการ “เก็บขยะแผ่นดิน”

(14 ตุลาคม 63) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ หมอเหรียญทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และอดีตนายทหารยุทธการ กรมแพทย์ทหารบก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รวมพลกองทัพประชาชนทุกจังหวัด ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

โดยนัดหมายรวมพลที่ พุุทธมณฑล-เมืองทองธานี-สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมขอให้รอคำสั่งปฏิบัติการเก็บขยะแผ่นดินจากหมอเหรียญทอง หากมีสัญญาณว่าผู้ชุมนุมจะบุกพระราชฐาน

1.ทางใต้-ตะวันตก ให้เดินทางเข้าพร้อม ณ ที่ตั้ง พุทธมณฑล มอบหมายให้สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และหลวงปู่พุทธอิสระ เตรียมคุมกำลัง ณ พุทธมณฑล
2.ทางตะวันออก ให้เดินทางเข้าพร้อม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ มอบหมายให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม คุมกำลัง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
3.ทางเหนือ-อีสาน-กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ให้เดินทางเข้าพร้อม ณ ที่ตั้ง เมืองทองธานี พล.ต.นพ.เหรียญทอง คุมกำลัง ณ เมืองทองธานี

“พุทธะอิสระ” ลั่น ไม่ยอมให้ใครขวางขบวนเสด็จเด็ดขาด

พุทธะอิสระ ยืนยัน สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง ลั่นไม่ยอมให้ใครขวางขบวนเสด็จฯ รับเหตุการณ์รวบไผ่ ดาวดิน เติมเชื้อไฟกระตุ้นร่วมม็อบ เชื่อคนไทยยังมีหัวใจรักชาติจำนวนมาก

บรรยากาศบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลฝั่งประตู 5 กลุ่มคณะกรรมการเครือข่ายไฟฟ้า-ประปาและยา เพื่อชาติประชาชน หรือ คฟปย. และกลุ่มของ พล.ต. นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เริ่มทยอยเดินทางมาร่วมตัวกัน และกลุ่มไทยภักดี นำโดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จะเดินทางมาสมทบในช่วงประมาณ 14.00 น. เพื่อรอรับขบวนเสด็จ เพื่อแสดงพลังความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งใครจะจาบจ้วงล่วงละเมิดมิได้

ทั้งนี้สุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ พุทธะอิสระ ยืนยันว่า สถานการณ์ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล เนื่องจากทุกอย่างเป็นไปอย่างสงบ และจะยังคงมีมวลชนทยอยเดินทางมาจากพื้นที่ต่างจังหวัดเข้าสบทบอีกจำนวนมาก

ส่วนมีความเป็นห่วงหรือไม่ หากมีการเคลื่อนมวลชนของกลุ่มคณะราษฎร มายังจุดนี้เนื่องจากกลุ่มแกนนำประกาศบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ว่า เป้าหมายกลุ่มของตน คือรับและส่งเสด็จฯ เมื่อเสร็จภารกิจก็จบ ซึ่งหากสกัดกั้นขบวนเสด็จฯ คงไม่ยอม หากจะชุมนุมจะไปเส้นทางใดก็ได้แต่ต้องไม่ใช่เส้นทางเสด็จฯ เนื่องจากเส้นทางต้องสะอาด ไร้มลทิน และตนยอมรับเห็นภาพเมื่อวาน (14 ต.ค.) และรู้สึกเป็นห่วงว่าจะเป็นการเติมเชื้อไฟ ทำให้คนไม่อยากมานั้นเกิดแรงกระตุ้นให้เข้าร่วม ซึ่งตนเชื่อว่าคนไทยยังมีหัวใจรักชาติอยู่จำนวนมาก

โดยจุดนี้มีการตั้งเต็นท์บริการอาหารและเครื่องดื่มให้กับประชาชนที่เข้าร่วมการรับเสด็จในครั้งนี้ และไม่มีการปิดเส้นทางสัญจรแต่อย่างใด พร้อมมีเจ้าหน้าที่จากกองร้อยตำรวจตะเวนชายแดนมาประจำการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่

คณะราษฎร เกาะติดสถานการณ์การชุมนุม 14 ต.ค. ตลอดทั้งวัน รายงานกันแบบนาทีต่อนาที!

วันนี้ (14 ตุลาคม 63) เป็นวันที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” นัดชุมนุมใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีการนัดรวมตัวกันของประชาชน อาทิ กลุ่มของอดีตพระพุทธะอิสระ และนายสิระ เจนจาคะ กลุ่มของ นพ.เหรียญทอง แน่นหนา กลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มไทยภักดี ที่นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม

“คณะราษฎร” นัดชุมนุมใหญ่

10.32 น. ตอนนี้ที่ปิดถนนบริเวณสี่แยกคอกวัวแล้ว พร้อมส่งสัญญาณให้ผู้ชุมนุมลงมาบนพื้นถนนได้

10.26 น. วงดนตรี “สามัญชน” ขึ้นทำการแสดง

10.20 น. นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ “ไมค์ ระยอง” ยืนยันกำหนดการเดิมที่จะเคลื่อนขบวนจากอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 16.00 น.

9.39 น. “ครูใหญ่ เครือข่ายขอนแก่นพอกันที” ขึ้นเวทีปราศรัย ชักชวนพี่น้องตำรวจมาเป็นพวกเดียวกัน

“ตำรวจที่มา เป็นเพื่อนของผมทั้งนั้น”

“พี่น้องตำรวจที่ยืนเหลืองๆ อยู่ทางโน้น ท่านพร้อมหรือยังที่จะมายืนเคียงข้างประชาชน”

9.21 น. ผู้ชุมนุมเริ่มมาเข้าร่วมมากขึ้น ทนายอานนท์จึงขอขยายพื้นที่ชุมนุม โดยเพิ่มพื้นที่มาอีก 1 เลนการจราจร ทำให้ตอนนี้รถสัญจรได้ทางเดียว

8.58 น. ทนายอานนท์ได้รับแจ้งจากทีมทนายฝั่งผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวว่า ตำรวจจะมีการปล่อยตัวแกนนำทุกคนยกเว้น “ไผ่ ดาวดิน” แต่ทางแกนนำทุกคนปฏิเสธ และยอมให้โดนควบคุมตัวต่อ

ประมาณ 08.35 น. – ทนายอานนท์ นำภา หนึ่งในแกนนำกลุ่มคณะราษฎร ปรากฏตัวบริเวณพื้นที่ชุมนุม พร้อมกับขึ้นเวทีปราศรัยย่อยๆ

08.00 น. – ประชาชนเริ่มทยอยเข้าพื้นที่ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ประมาณ 07.30 น. – หมอวรงค์โพสต์เฟซบุ๊กประกาศ 5 ท่าที และ 5 ข้อเรียกร้องของกลุ่มไทยภักดี ที่มีต่อม็อบ 14 ตุลาคม

01:00 น. – แกนนำการชุมนุมคณะราษฎร ประกาศเปลี่ยนเวลานัดรวมพล จากเดิมที่นัดกันในเวลา 14.00 น. เปลี่ยนเป็น 08.00 น. โดยให้เหตุผลว่ามีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มจะเข้าชิงพื้นที่ที่จะจัดชุมนุม จึงจำเป็นต้องช่วงชิงพื้นที่คืน

“เพนกวิน” ประกาศเริ่มชุมนุม 8 โมงเช้า “ทนายอานนท์” รับ ถูกปิดล้อมพื้นที่ไว้หมดแล้ว

“เพนกวิน” นัดมวลชนรวมพลชุมนุมไวขึ้น 8 โมงเช้า วันนี้ (14 ตุลาคม 63) เผยมีกลุ่มบุคคลเข้าชิงพื้นที่ ย้ำขอชิงพื้นที่คืน ขณะที่ “อานนท์” เผยมีความสุขที่ได้ร่วมต่อสู้กับ นศ. รับพื้นที่ถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว หากไปถึงไม่ถูกจับอาจถูกกระทืบตาย

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม 63 พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน โดยระบุว่าในวันพรุ่งนี้ (14 ตุลาคม 63) จากเดิมที่เรามีนัดหมายกันเวลา 14.00 น.นั้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น แต่เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลพยายามเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ชุมนุม

“ผมจึงขอประกาศให้พี่น้องทุกท่านมารวมพลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกันตั้งแต่เวลา 08.00 น. เพื่อจับจองพื้นที่ชุมนุมของพวกเรา ผมเองจะไปรอเจอทุกท่านที่นั่น ขอให้ทุกท่านมาพิทักษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดยพร้อมเพรียง” เพนกวิน ระบุ

ขณะที่ อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ผมโคตรมีความสุขเลยที่ได้ต่อสู้กับพวกคุณ เมื่อกี้น้องนักศึกษาแจ้งมาว่าพรุ่งนี้ (14 ตุลาคม 63) ถ้าจะเข้าราชดำเนินให้ได้ต้องไปก่อน 08.00 น. เพราะตอนนี้เขาปิดล้อมไว้หมดแล้ว พูดกันตรงๆ ผมไม่คิดว่าเราจะตื่นไปทัน 8 โมงเช้า และถ้าแกนนำไปถึงราชดำเนิน 8 โมงเช้า ถ้าไม่โดนจับก็โดนกระทืบตายจากพวกนั้นแน่ๆ”

“แต่อย่างที่บอก ผมโคตรมีความสุขที่ได้ต่อสู้กับทุกคน นอนคืนนี้ ตั้งนาฬิกาไว้ และต้องไปเจอพวกนั้นกระทืบตอน 8 โมงเช้า ชีวิตแม่งโคตรดีที่จะได้ต่อสู่เป็นครั้งสุดท้ายกับเพื่อน ยังนึกไม่ออกว่าจะนัดกันยังไงให้ไปเจอกัน 8 โมงเช้าพรุ่งนี้ (14 ตุลาคม 63) ที่ราชดำเนิน มันกระชั้นเกินไป แต่ผมจะไป ไปกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นคนคืนมา”