มาถึงแล้ว! นักท่องเที่ยว จีน คณะแรก 41 คน ยอมกักตัว 14 วัน ก่อนอยู่เที่ยวไทยยาวๆ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดประตูรับ นักท่องเที่ยวจีน เข้าไทยเที่ยวแรก กระตุ้นเศรษฐกิจ ยึดหลักมาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19

(20 ตุลาคม 63) เมื่อเวลา 17.30 น. ที่อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ ได้เปิดรับ นักท่องเที่ยวจีน ประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) กลุ่มแรกเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนประเภทพิเศษ STV จำนวน 41 คน ที่เดินทางมาด้วยสายการบิน Spring Airlines เที่ยวบินที่ 9C8579 จากเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้ามาในประเทศไทย ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ประสงค์เดินทางมาพำนักระยะยาว (Long Stay) และต้องยอมรับการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ประกาศใช้ภายในประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางเข้าในประเทศไทยต้องผ่านกระบวนการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐเหมือนกับผู้โดยสารทั่วไป และต้องตกลงยินยอมกักตัวในห้องพักจำนวน 14 วัน ตามมาตรการของรัฐ

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายปฏิบัติการ 1) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเสมอ และมีการประสานการทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานราชการ สายการบินและผู้ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล เช่น การตั้งจุดคัดกรองของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ การจัดเตรียมพื้นที่ตั้งห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยระบบการตรวจหาสารคัดหลั่งทางพันธุกรรม หรือ PCR ซึ่งมีความรวดเร็วและแม่นยำถึงร้อยละ 95 ที่สามารถทราบผลตรวจได้ภายใน 90 นาที

ทั้งนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังได้มีการจัดเตรียมพื้นที่บริเวณ Gate D3 และ D4 ไว้เป็นห้องพักคอยสำหรับผู้โดยสารที่ต้องรอผลตรวจ ซึ่งภายในห้องดังกล่าวมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ และจัดที่นั่งให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) รวมทั้งมีห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งน้ำดื่มไว้ให้บริการด้วย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ไว้คอยอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำผู้โดยสารในการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม (ใบ ต.8) การโหลดแอปพลิเคชั่นติดตามตัว รวมถึงการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ

ที่ผ่านมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและด้านสาธารณสุข โดยเน้นย้ำในการดูแลรักษาความสะอาดในทุกพื้นที่ภายในท่าอากาศยานรวมถึงบริเวณพื้นที่จุดสัมผัสต่างๆ เช่น ห้องน้ำ ลิฟต์ ทางเดินเลื่อน แบบ Deep Cleaning อย่างต่อเนื่องทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และมีการตั้งจุด Terminal Screening เพื่อตรวจคัดกรองอุณหภูมิร่างกายผู้ที่จะผ่านเข้ามาในอาคารผู้โดยสารทุกคน และได้ขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการทุกคนต้องถือปฏิบัติตามวิถีชีวิตปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) เมื่ออยู่ภายในอาคารผู้โดยสารและพื้นที่ท่าอากาศยานอย่างเคร่งครัดโดยการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อลดความแออัด ในพื้นที่ให้บริการต่างๆ และกำหนดให้ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในอาคารผู้โดยสาร เพื่อเป็นการช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19

สนับสนุนโดย แทงบอลออนไลน์

คณะกรรมการ จัดงานดีเบตสำหรับผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี (The Commission on Presidential Debates)

คณะกรรมการ จัดงานดีเบตสำหรับผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดี (The Commission on Presidential Debates) แถลงกฎข้อใหม่ของการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสุดท้ายที่จะจัดขึ้นในค่ำคืนวันพฤหัสบดีนี้ (ตามเวลาในสหรัฐฯ) โดยกฎดังกล่าว ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต จะมีเวลาคนละ 2 นาทีในการกล่าวปราศรัยโดยไม่ถูกขัดจังหวะในช่วงเริ่มต้นของแต่ละหัวข้อ ซึ่งแต่ละหัวข้อก็จะมีเวลาในการดีเบตทั้งหมด 15 นาที

“เราจะเปิดไมค์ให้กับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้กล่าวปราศรัยในช่วงเวลา 2 นาทีเท่านั้น” คณะกรรมการฯ เผย หลังจากนั้น ไมค์ของผู้ลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีทััง 2 คนจะถูกเปิดอีกครั้งเพื่อทำการดีเบตต่อไป

กฎใหม่ข้อนี้จะส่งผลให้ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ และโจ ไบเดน ได้รับเวลาที่เท่าเทียมกันเพื่อตอบคำถามในการดีเบตรอบสุดท้าย โดยการตัดสินใจเพิ่มกฎข้อนี้เข้าไป เป็นผลมาจากการดีเบตในรอบแรกที่มีการพูดขัดจังหวะเกิดขึ้นหลายครั้ง

ผู้ป่วยรายใหม่ 9 ราย! ศบค.เผยไทยผู้ติดเชื้อโควิด-19 มาจากต่างประเทศ

ศบค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายงานถึงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ว่า

ล่าสุด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ โควิด-19 ในไทยวันนี้ (20 ตุลาคม 63) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 9 ราย โดยเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้า State Quarantine จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2 ราย ซูดานใต้ 6 ราย และโอมาน 1 ราย

ส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 3,700 ราย หายป่วยแล้ว 3,491 ราย โดยยังมีผู้ป่วยที่รักษาอาการอยู่ 150 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม มีผู้เสียชีวิตรวม 59 ราย

ย้อนดูคำทำนายดวงเมือง “โหรวสุ” แม่นเป๊ะเรื่องม็อบ-เศรษฐกิจ-สังคม

20 ตุลาคม 63) กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ สำหรับคำทำนายดวงเมืองปี 2563 ของโหรวสุ ที่ได้โพสต์ลงเพจเฟซบุ๊ก Wasu โหรวสุ ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.2563 หลังจากพบว่าคำทำนายเรื่องสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ออกมาตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่บอกว่าจะมีการชุมนุมตั้งแต่เดือน ก.พ.-ต.ค. กระทั่งกลายเป็นม็อบใหญ่ กดดันรัฐบาลให้ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือเปลี่ยนตัวนายกฯกับครม. ไม่ก็มีพรรครัฐบาลร่วมกับฝ่ายค้านจัดตั้งรัฐบาลขั้วใหม่

โดยคำทำนายดวงเมืองประเทศไทยปี 2563 จากเฟซบุ๊ก Wasu โหรวสุ มีดังนี้

สังคม

ปี 2563 ตั้งแต่ดาวเสาร์โคจรเข้าทับดาวจันทร์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฏาคม 2563 จะเป็นช่วงที่มีคนตกงานเพิ่มขึ้น คนเป็นหนี้ถูกยึดบ้านที่อยู่อาศัย และมีปัญหาหนี้สินจนมีคนฆ่าตัวตายรายวัน รวมถึงมีประชาชนบางส่วนที่ย้ายออกจากกรุงเทพฯ กลับไปอยู่ต่างจังหวัดมากขึ้น

ส่วนสภาพอากาศในช่วง ก.พ. – ก.ค. จะแล้งจัดจนขาดแคลนน้ำ แต่พอเข้าช่วง ต.ค. 2563 จะมีพายุเข้าทำให้ฝนตกหนักน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ

นอกจากนี้ ในจังหวัดใหญ่ของประเทศยังต้องระวังคดีอาชญกรรม และคดีร้ายแรงที่เกิดเพิ่มมากขึ้นตามมา เพราะในช่วงที่ดาวพฤหัสโคจรเป็นนิจนี้ มักจะเกิดคดีฆาตกรสะเทือนขวัญ หรือคดีอาชญกรรมจากคนขาดสำนึกผิดชอบชั่วดีก่อเหตุอาชญกรรมรุนแรงได้ง่าย

นอกจากนี้ สายงานอาชีพครูอาจารย์ ทนายความ และข้าราชการ จะมีคนในอาชีพนี้ทำผิดกฎหมายร้ายแรงเป็นข่าวดังที่ทำให้ภาพลักษณ์ของคนในอาชีพนี้เสียหายไปด้วย

ส่วนหลังจากเดือนกันยาน 2563 เป็นต้นไปประชาชนจะเจ็บป่วยกันเยอะ ทั้งป่วยจากโรคติดต่อร้ายแรงเช่น โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ๆ โรคคนที่คนไทยเจ็บป่วยเยอะเช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน และปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้ากันเพิ่มมากขึ้น

การเมือง

ในปี 2563 จะเป็นปีที่การเมืองไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงกุมภาพันธ์จนถึงเดือนกันยายน 2563 จะเป็นช่วงที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหา และบริหารงานต่างๆ ที่เข้ามามากมาย โดยที่เสถียรภาพของรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะจะมีปัญหาเรื่องการจัดแบ่งผลประโยชน์ และการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่จะส่งผลทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว การปรับคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถพยุงให้รัฐบาลมีอำนาจบริหารต่อไปได้ เพราะจะเกิดการต่อต้านทั้งจากภาคประชาชน นักธุรกิจ และข้าราชการ

ทำให้มีความเป็นไปได้สูงตามดวงเมืองในช่วงกุมภาพันธ์–ตุลาคม 2563 จะเป็นช่วงที่เกิดม็อบประท้วงรัฐบาล และม็อบการเมืองต่างๆ ขึ้นมากมาย จนทุกเดือนจะต้องมีม็อบมาปิดถนน หรือเดินทางเข้ามาร้องเรียนกับรัฐบาล ซึ่งถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ม็อบย่อยๆ จะรวมกันเป็นม็อบใหญ่กดดันรัฐบาลให้ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือเปลี่ยนตัวนายก กับครม. ไม่ก็มีพรรครัฐบาลร่วมกับฝ่ายค้านจัดตั้งรัฐบาลขั้วใหม่ ที่เป็นไปตามการโคจรของดาวพฤหัส และดาวเสาร์

ซึ่งตามสถิติเมื่อดาวใหญ่ทั้งสองดวงนี้โคจรผิดปกติ และสัมพันธ์กับดาวพฤหัส และดาวเสาร์เดิมในดวงเมือง มักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองครั้งใหญ่เสมอ ซึ่งการโคจรของดาวในปี 2563 นี้ค่อนข้างคล้ายปี 2475 อยู่หลายจุด ดังนั้นชัดเจนว่า ปี 2563 นี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญยิ่งกว่าปี 2562

เศรษฐกิจ

ปี 2563 ช่วงต้นปีตั้งแต่ มกราคม – สิงหาคม 2563 สภาพเศรษฐกิจของประเทศยังคงอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ ตัวเลช GDP ไม่เติบโตเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ตก เรียกว่าอยู่ในอาการทรงตัวมากกว่า แต่ช่วงนี้จะมีธุรกิจบางประเภทที่อยู่ในช่วงขาลงต้องปิดกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม รถยนต์ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ส่วนเศรษฐกิจในช่วงหลัง 10 กันยายน 2563 ที่ตรงกับช่วงราหูโคจรย้ายเข้าไปในมุมการเงินของประเทศ เป็นตำแหน่งราหูล้วงทรัพย์นั้น จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งมูลค่าเงินบาทตก หุ้นตก ธนาคารของรับมีปัญหาขาดสภาพคล่องและหน่วยงานของรัฐ หรือกลุ่มรัฐวิสาหกิจของรัฐเอง ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ จนถูกฟ้องร้องจากภาคเอกชน

ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ช่วงปลายปี 2563 รัฐบาลอาจจะตัดสินใจขายหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนทิ้งไป หรือไปกู้เงินจากต่างประเทศมาเพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จนทำนโยบายด้านการเงิน และเศรษฐกิจของประเทศต้องมาอยู่ภายในการควบคุมของต่างชาติอีกครั้ง เหมือนช่วงปี 2540

แต่อาจจะมีความรุนแรงมากกว่าตรงที่ประเทศไทยมีโอกาสจะโดนกลุ่มนักลงทุนต่างชาติฉวยโอกาสเข้ามากว้านซื้อที่ดิน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลเสียระยะยาวต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ

“สม รังสี” อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ชูสามนิ้วหนุนม็อบไทย

สม รังสี อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา แสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 สม รังสี อดีตแกนนำพรรคสงเคราะห์ชาติ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชาได้ทวีตภาพและข้อความผ่านบัญชี @RainsySam ด้วยการชูสามนิ้วพร้อมพร้อมข้อความภาษาอังกฤษและภาษาเขมร แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งหลังจากโพสต์ภาพและข้อความดังกล่าว มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ สม รังสี เป็นผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาที่ลี้ภัยในฝรั่งเศสมานาน 4 ปี โดยเมื่อปี 2562 ได้พยายามเดินทางกลับเข้าไปยังกัมพูชาผ่านทางประเทศมาเลเซีย แต่เมื่อเดินทางถึงกรุงกัวลาร์ลัมเปอร์ ก็ไม่อาจเดินทางกลับเข้าประเทศบ้านเกิดได้ตามต้องการ

ส.ส.ก้าวไกลเตรียมเงินล้านสู้คดีช่วย “อานนท์” กับพวก คาดมีคนถูกจับอีก

ส.ส.ก้าวไกล ยัน อานนท์-เจมส์ อยู่ในเรือนจำเชียงใหม่ปลอดภัย ขณะเตรียม 3 ส.ส.พร้อมเงิน 1 ล้านไว้ประกันตัว คาด มีผู้ต้องเพิ่มอีกมาก

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.ก้าวไกล จังหวัดพิษณุโลก เขต1 เปิดเผยสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงกรณีการเข้าไปช่วยเหลือ นายอานนท์ นำภา หรือทนายอานนท์ และนายประสิทธ์ ครุธาโรจน์ หรือเจมส์ ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ ว่าหลังจากได้เข้าเยี่ยมทนายอานนท์ และ เจมส์ ทั้ง 2 คนปลอดภัย สบายดี ยังมีกำลังใจดีเยี่ยม ทางเรือนจำมีการดูแลตามมาตรฐานที่ดี

ส่วนเรื่องของการช่วยเหลือขอประกันตัวนั้น ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นผู้ดูแล ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมของเอกสารข้อมูลในการขอยื่นประกันตัวอีกครั้ง เพราะว่าเท่าที่ทราบมาจะมีผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมอย่างน้อย 3 ราย และคาดว่าทั้งหมดจะเกือบ 10 ราย ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกันเรื่องของนายประกัน นั้น เนื่องจากมีผู้ต้องหาจำนวนมาก เราจึงต้องเตรียมนายประกันไว้ ซึ่งจะเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และการใช้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล เป็นนายประกัน จำนวน 3 คน พร้อมเตรียมเงินประกัน 1 ล้านบาท ไว้ช่วยเหลือในกรณีดังกล่าวแล้ว

นักข่าว “ประชาไท” ถูกจับขณะไลฟ์สด ตำรวจบอก “นายเขาไม่ให้”

สำนักข่าว ประชาไท รายงานว่า เวลา 21.25 น. ผู้สื่อข่าวประชาไทถูกจับกุม ยึดกล้องและโทรศัพท์ขณะรายงานสดบริเวณสถานีรถไฟฟ้า สนามกีฬาแห่งชาติ

ต่อมาทราบชื่อว่าผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวคือ กิตติ อายุ 24 ปี เหตุการณ์ก่อนถูกจับ กิตติที่ได้สวมปลอกแขนและป้ายคล้องคอแสดงสถานะนักข่าว ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่สามารถเข้าพื้นที่ควบคุมได้ใช่หรือไม่ และจะไปทางไหนได้บ้างเพื่อที่จะรายงานสถานการณ์

ทว่าหลังจากนั้นตำรวจได้ควบคุมตัวทันที และมีเสียงว่า “ขออนุญาตครับ” และ “นายเขาไม่ให้” แม้จะพยายามย้ำว่า “ผมเป็นนักข่าว” แต่ตำรวจก็ตอบกลับแค่ว่า “เข้าใจๆ”

ล่าสุด เมื่อเวลา 02.00 น. กิตติ นักข่าวประชาไท ที่ถูกจับกุมขณะ ตำรวจสลายชุมนุมแยกปทุมวันฯ ได้รับการปล่อยตัว จาก ตชด.1 หลังปรับ 300 บาท ข้อหาฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ม.368

ประมวลภาพนาทีปะทะ ตำรวจฉีดน้ำสลายม็อบ แยกปทุมวัน ผู้ชุมนุมมีเพียงร่มกำบัง

จากกรณีคณะราษฎร เปลี่ยนสถานที่ชุมนุมใหม่จากสี่แยกราชประสงค์ไปที่ แยกปทุมวัน ในเวลา 17.00 น. ก่อนที่แกนนำจะเริ่มปราศรัย ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในขณะเดียวกัน กำลังตำรวจ ได้เคลื่อนกำลังจากแยกเฉลิมเผ่ามา ตามถนนพระราม 1 พร้อมโล่และกระบอง รวมถึงรถฉีดน้ำแรงดันสูง โดยตำรวจได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงด้วยว่า การชุมนุมลักษณะนี้ถือว่าผิดกฎหมาย ขณะที่ผู้ชุมนุมต่างนำแผงเหล็กมาตั้งขวาง

จากนั้นเวลา 18.50 น. เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงขึ้นเข้าใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งน้ำที่ฉีดเป็นน้ำสีฟ้าผสมสารเคมี ซึ่งทำให้แสบตาและผิวหนัง ผู้ชุมนุมต่างตะโกนโห่ร้องและใช้ร่มมากางกั้นน้ำ ทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ก่อนที่ผู้ชุมนุมจะเริ่มถอยร่นลงไปเรื่อยๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้สลับกำลังจาก ตชด มาเป็นตำรวจควบคุมฝูงชน ตั้งแถวเดินหน้าเข้าหาผู้ชุมนุม พร้อมฝ่าแนวกั้นเหล็กที่ผู้ชุมนุมนำมาขวางไว้ และมีการเติมน้ำฉีดใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวลา 20.00 น. แกนนำประกาศให้ยุติการชุมนุม แยกย้ายกลับไปตั้งหลัก และกลับมาสู้กันใหม่ด้วยสติปัญญา สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแต่ยังไม่ยุติ เจ้าหน้าที่ยังคงมีการฉีดน้ำไล่ผู้ชุมนุมและเข้าเคลียร์พื้นที่

โจชัว หว่อง ยืนหยัดข้างผู้ชุมนุม 16 ตุลา โพสต์เป็นภาษาไทย “ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน”

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง โพสต์ลงในทวิตเตอร์วันนี้ (17 ตุลาคม 63) เป็นภาษาไทย เพื่อให้กำลังใจผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการในไทยเมื่อวานนี้ (16 ตุลาคม 63) ว่า

“ผมขอเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนนะครับ”

พร้อมกับติดแฮชแท็ก #MilkTeaAlliance หรือพันธมิตรชานม ที่สื่อถึงการรวมตัวกันของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย ฮ่องกง และไต้หวัน

ก่อนหน้าโพสต์นี้ นายหว่องยังโพสต์รูปตนชู 3 นิ้ว พร้อมกับพิมพ์ข้อความบนคอมพิวเตอร์โดยหันหน้าจอมาให้กล้องว่า #StandWithThailand หรือ ยืนหยัดข้างไทย และบรรยายโดยยกประโยคดังจากภาพยนต์เรื่อง V for Vendetta (เพชฌฆาตหน้ากากพญายม) ที่กล่าวว่า “ผู้คนไม่ควรเกรงกลัวรัฐบาล มีแต่รัฐบาลที่ต้องกลัวประชาชน”

การเคลื่อนไหวของนายหว่อง เกิดขึ้นหลังจากตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 ที่มีผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเยาวชน นักเรียน และนักศึกษา ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสีและสารเคมี ทั้งยังมีการจับกุมผู้ชุมนุมและผู้สื่อข่าวอีกด้วย

ตำรวจกร้าว! เอาผิดผู้ร่วมม็อบราชประสงค์ทุกราย งัดหลักฐานเด็ด พังรั้ว-บังกล้อง

ตำรวจกร้าว พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ที่บริเวณแยกราชประสงค์ ถ.ราชดำริ ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา กระทั่งมีการประกาศยุติการชุมนุมไปเมื่อเวลา 22.00น. และกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางกลับ และมีบางส่วนอยู่ในพื้นที่

ซึ่งการดูแลการชุมนุมวันนี้ตำรวจได้ใช้กำลัง 15 กองร้อย หรือ 2,325 นาย ในการดูแลความเรียบร้อยของการชุมนุม ซึ่งถือว่าสามารถดูแลการชุมให้ผ่านไปได้ด้วยดีไม่เกิดการวุ่นวายหรือกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี การชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ ถือว่าความผิดเกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่มาชุมนุมจะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย ซึ่งตำรวจได้มีการบันทึกภาพและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานไว้หมดแล้ว ส่วนจะมีการดำเนินคดีเมื่อไรอย่างไรก็จะต้องมีการพิจารณา ส่วนกลุ่มวันนี้จากการประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์มีประมาณกว่า 1 หมื่นราย ซึ่งเป็นไปตามที่มีการประเมินของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้ฝากถึงประชาชนที่มาร่วมชุมนุมว่า ขอให้คิดให้รอบคอบ เนื่องจากหากมีการกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจะมีประวัติติดตัวและมีผลกระทบต่อไปในอนาคต โดยประชาชนที่จะนำรถบรรทุกน้ำ อาหาร รถขยายเสียงเข้ามาในพื้นที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายในวันพรุ่งนี้ (16 ตุลาคม 63)

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ ระบุว่า แกนนำที่ถูกควบคุมตัวยังอยู่ที่ 22 ราย แบ่งเป็นแกนนำที่ถูกจับกุมตามหมายจับ 4 ราย รวมถึงแนวร่วมที่มีความผิดซึ่งหน้าจำนวน 18 คน โดยจะส่งห้องฝากขังดำเนินคดีต่อไป ส่วนกรณีที่มีรายงานว่านายภานุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ระยอง ถูกตำรวจควบคุมตัวนั้นตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ชุมนุมบางส่วนได้พังกำแพง sky walk ทางเชื่อมระหว่างห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โรงพยาบาลตำรวจมุ่งหน้าบีทีเอสสยาม การกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดเนื่องจากเป็นการกระทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ทั้งนี้ยังผมผู้ชุมนุมนำกระดาษไปติดกล้องวงจรปิดอีกด้วย

จึงมองว่า”อันนี้หรือที่บอกว่าการชุมนุมโดยสงบ” การกระทำความผิดนี้หากทำผิดไปแล้วไม่ว่าแบบใดก็ตามขอให้ประชาชนศึกษาข้อมูลมาให้ดี ๆ เพราะหากถูกดำเนินคดีไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับได้ โดยขอให้ไปศึกษาแกนนำหรือผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้า

กรณีผู้ชุมนุมกดดันให้มีการปล่อยตัวแกนนำที่ถูกที่หน้านั้น ระบุว่าการปล่อยตัวแกนนำนั้นต้องดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนตามกฎหมาย เพราะหากไม่ทำผิดก็จะไม่ถูกดำเนินคดี หลังจากนี้ก็ว่าไปตามกระบวนยุติธรรม