ทลาย ออฟฟิศ 9 เว็บพนัน ยึดทรัพย์ 75 ล้าน อึ้ง! 6 เดือน เงินหมุนเวียนกว่า 15,000 ล้าน

ตำรวจเข้าทลาย ออฟฟิศ ใหญ่เว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อดัง 9 เว็บ ยึดทรัพย์สินรถหรู นาฬิกา บัญชีธนาคาร รวมกว่า 75 ล้านบาท

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลจับกุม นายแทนไท นายทุนเว็บพนันออนไลน์ กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นขบวนการเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อดัง รวม 9 เว็บไซต์ หลังจับกุมนายแทนไทและพวกได้ที่จังหวัดระยอง ขณะกำลังท่องเที่ยว

และขยายผลปฏิบัติการเข้าตรวจค้นที่ตั้งเว็บพนัน และบ้านผู้ต้องหารวม 10 จุด หนึ่งในนั้นคือ ออฟฟิศ ใหญ่ในหมู่บ้านที่จังหวัดปทุมธานี ยึดของกลางรถหรู 11 คัน, นาฬิกาหรู 21 เรือน, โทรศัพท์มือถือ 180 เครื่อง, คอมพิวเตอร์อีก 26 ชุด, สมุดบัญชีธนาคาร, เงินสด 1 ล้านบาท และอาวุธปืน รวมมูลค่า 75 ล้านบาท

พฤติการณ์ของนายแทนไท เดิมเป็นเด็กเดินโพยพนันแต่เมื่อรู้ช่องทางทำเว็บพนันจึงผันตัวมาเป็นนายทุนเอง โดยได้เปิดออฟฟิศอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี และเช่าเว็บไซต์ในต่างประเทศ เพื่อสร้างเว็บไซต์พนัน 9 เว็บไซต์

และใช้โฆษณาเชิญชวนตามเว็บออนไลน์หนังละเมิดลิขสิทธิ์ และเว็บไซต์ลามกอนาจาร อีกไม่ต่ำกว่า 20 เว็บไซต์ เพื่อชักชวนให้บุคคลทั่วไป รวมถึงเยาวชนเข้าร่วมเล่นการพนันอย่างเปิดเผย ในลักษณะเล่นพนันแล้วจะมีชีวิตสุขสบาย กินหรูอยู่สบาย มีรถหรูขับ นอกจากนี้ยังจัดทำมิวสิควิดีโอชักชวนเล่นพนันผ่านทางยูทูป และทำข้อความชักชวนผ่านเพจต่างๆ

จากการตรวจสอบพบว่า นายแทนไทเปิดเว็บพนันออนไลน์มานานกว่า 6 ปี มีพนักงานในออฟฟิศไม่ต่ำกว่า 200 คน และจะใช้วิธีโอนเงินผ่านหน้าเว็บไซต์ 38 บัญชี และจะสุ่มหมุนเวียนเปลี่ยนบัญชีไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยเชื่อว่าบัญชีเหล่านี้น่าจะมีการจ้างคนมาเปิดบัญชีให้

และจากเส้นทางการเงินมียอดหมุนเวียนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา กว่า 15,000 ล้าน และนำเงินไปฟอกยักย้ายถ่ายเทโดยซื้อรถหรู ทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงเป็นนายทุนจัดสร้างภาพยนตร์

นอกจากการตรวจสอบประวัติพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเคยถูกจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์มาก่อนในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อปี 2561 แต่ประกันตัวออกมาก่อเหตุซ้ำ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุการจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งปราบปรามการพนันออนไลน์ ขบวนการนี้ถือเป็นขบวนการใหญ่ที่สุดที่เคยจับมา เตรียมประสานกระทรวงดีอีปิดเว็บไซต์พนันทั้งหมด และขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือ ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนัน โฆษณาชักชวนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เล่นพนันออนไลน์โดยผิดกฎหมาย และร่วมกันฟอกเงิน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ เตรียมพร้อมรับม็อบ 14 ต.ค. ยืนยันไม่อนุญาตให้ค้างคืน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงแผนรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมในวันพรุ่งนี้ว่า ตำรวจเตรียมความพร้อมเน้นดูแลรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อย ยืนยันการชุมนุมไม่อนุญาตให้ค้างคืน

ส่วนการเคลื่อนขบวนมวลชนตามแผนการชุมนุม ที่ระบุจะเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปยังทำเนียบรัฐบาล ย้ำว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ในการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมาย ส่วนการรับมือของตำรวจมีในแผนการชุมนุม 63 อยู่แล้ว

ขณะเดียวกันยังเปิดเผยถึงการตั้งด่านความมั่นคง 14 จุดชานเมืองก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครชั้นในด้วยว่าการข่าวยังสงบเรียบร้อยดี

ตำรวจนครบาล ตั้งด่าน 21 จุด ทั่วกรุง รับมือม็อบ 14 ตุลาคม 63 เริ่มวันนี้ ยาวถึงวันศุกร์

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงการเตรียมความพร้อมด้านการจราจรและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกรณีการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ในวันที่ 14 ตุลาคม 63 นี้ ว่า กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล จะจัดกำลังเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่โดยรอบบริเวณที่จะมีการชุมนุมโดยเฉพาะบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ตำรวจจะยังไม่มีการปิดเส้นทางการจราจรแต่อย่างใด หากกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันอยู่บนทางเท้า และเปิดเส้นทางให้ผู้ใช้ถนนสามารถสัญจรได้ตามปกติ แต่หากผู้ชุมนุมเริ่มลงไปบนถนน จะเป็นการปิดเส้นทางการจราจรไปโดยปริยาย ซึ่งตำรวจจะวางแผนปิดการจราจรเบื้องต้น และหากมีการเคลื่อนขบวน ตำรวจจะปิดเส้นทางการจราจรล่วงหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 1 ทางแยก และเปิดเส้นทางตามปกติเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมผ่านไปแล้ว โดยประเมินเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ได้แก่ ถนนราชดำเนินกลาง, ถนนดินสอ, ถนนหลานหลวง, ถนนตะนาวและสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จึงขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางและสามารถใช้สะพานซังฮี้, สะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้าและสะพานสมเด็จพระปกเกล้าในการสัญจรระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีได้ตามปกติ รวมถึง ทางคู่ขนานลอยฟ้า ต่อเนื่องทางด่วนศรีรัช

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ออกแผนการตั้งจุดตรวจความมั่นคงและป้องกันอาชญากรรม เริ่มวันนี้เป็นวันแรก(13 ต.ค.63) ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 24.00 น. จำนวน 21 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 ถนนสามเสน หน้าห้างสุพรีม

จุดที่ 2 หน้าศูนย์เชฟโรเลตราชเทวี ถนนเพชรบุรี

จุดที่ 3 ข้างวัดราชนัดดา ถนนมหาไชย

จุดที่ 4 บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า (ขาเข้า)

จุดที่ 5 บริเวณเชิงสะพานกรุงธน (ขาเข้า)

จุดที่ 6 บริเวณใกล้แยกประชาชื่น ถ.ประชาชื่น-ขาเข้า

จุดที่ 7 ใต้ทางด่วนลาดพร้าว ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ขาเข้า

จุดที่ 8 ปากซอยพะรามเก้า 46 ถนนพระรามเก้า ขาเข้า

จุดที่ 9 บริเวณแยกคลองเตย ถนนรัชดาตัดพระราม 4 ขาเข้า

จุดที่ 10 บริเวณถนนประชาธิปก ขาเข้าก่อนขึ้นสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า

จุดที่ 11 ปากซอยพหลโยธิน 52 ถนนพหลโยธิน-ขาเข้า

จุดที่ 12 บริเวณถนนสุวินทวงศ์ ขาเข้า (แยกมหานคร ถนนสุวินทวงศ์)

จุดที่ 13 บริเวณถนนลาดกระบัง ขาเข้า (แยกสนามบินสุวรรณภูมิ ถนนอ่อนนุช)

จุดที่ 14 ปากซอยสุขุมวิท 70 ขาเข้า

จุดที่ 15 จุดกลับรถหน้าวัดสน ถนนสุขสวัสดิ์ (ขาเข้า)

จุดที่ 16 หน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ถนนพระราม 2 ขาเข้า

จุดที่ 17 หน้ามหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ถนนเพชรเกษม ขาเข้า

จุดที่ 18 ปากซอยวิภาวดีรังสิต 44

จุดที่ 19 ด่านดอนเมือง 2 (บนทางยกระดับดอนเมืองขาเข้า)

จุดที่ 20 บริเวณด่านจตุโชติทางพิเศษฉลองรัช ขาเข้า ถนนทางพิเศษฉลองรัช

จุดที่ 21 ด่านบางจาก ถนนยกระดับบูรพาวิถี ขาเข้า

นางสาวรัชดา ครม.ไฟเขียวถอน “กระท่อม” จากยาเสพติด แต่ห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ตามที่ ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่.. พ.ศ. …. เป็นการเพิกถอนพืชกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และยกเลิกบทกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับพืชกระท่อม ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ควรให้มีกฎหมายควบคุมพืชกระท่อมเป็นการเฉพาะด้วย ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯอยู่ระหว่างการเข้าสู่การพิจารณาวาระรับหลักการของสภาผู้แทนราษฎร

นางสาวรัชดา เพื่อให้การใช้พืชกระท่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ และไม่เปิดช่องให้มีการนำไปใช้ในเยาวชน ครม.จึงอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการควบคุมพืชกระท่อม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพืชกระท่อมและป้องกันไม่ให้มีการนำพืชกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิด โดยมีสาระสำคัญ เช่น กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกพืชกระท่อม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท, ห้ามขายพืชกระท่อมให้กับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และสตรีมีครรภ์ ห้ามใช้ จ้างวาน หรือยินยอมให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ขายพืชกระท่อม ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ห้ามมิให้ขายพืชกระท่อมในสถานที่บางแห่ง เช่น โรงเรียน หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนสนุก หรือขายผ่านอินเตอร์เน็ต หรือเร่หาย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท, ห้ามโฆษณาหรือทำการสื่อสารการตลาดพืชกระท่อม ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 500,000 บาท

ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เสพพืชกระท่อม และห้ามผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เสพพืชกระท่อมแบบ 4 x 100 (ผสมกับยา ยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์) รวมทั้งห้ามไม่ให้ผู้ใดยุยงส่งเสริมให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือสตรีมีครรภ์เสพพืชกระท่อม ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และกำหนดให้กฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร และเครื่องสำอาง ที่มีส่วนประกอบของพืชกระท่อม ตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร และเครื่องสำอาง

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ส. www.oncb.go.th จำนวน 2 ครั้ง และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวให้ประชาชนรับทราบเรียบร้อยแล้ว โดยนางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในลำดับต่อไปจะส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งใน 37 ประเทศทั่วโลกที่ควบคุมพืชกระท่อมโดยไม่ใช้กฎหมายยาเสพติดแต่ใช้กฎหมายอื่น เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น เซอร์เบีย โครเอเชีย ซีเรีย เป็นต้น

ทำการตลาดอย่างไรให้ปัง! กับ 10 หลักการทำ Inbound Marketing

ทำการตลาด โดย คุณสิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ Marketing Director ของ Content Shifu ชี้ว่า Inbound Marketing เป็นที่รู้จักมานานแล้ว แต่ในปี 2019 ที่มีความเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรม ทำให้การใช้ Inbound Marketing แบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลในปีนี้ โดยปีนี้ Content Shifu เสนอ 10 ข้อหลักๆ ในการทำ Inbound Marketing ซึ่งแต่ละองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด 10 ข้อ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่องค์กรกำลังประสบ ไปทำความรู้จักกับ 10 หลักการทำ Inbound Marketing กันดีกว่า

1. ไม่เน้นกว้าง แต่เน้นลึก
เรียกได้ว่าเป็นหลักการทำ Digital Marketing ลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการหว่านแหเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค นอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่การทำแบบสอบถามเพื่อทำความรู้จักกับผู้บริโภคจะช่วยให้สามารถเข้าใจถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างชัดเจน และช่วยให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าจริงๆ ต้องการอะไร และสามารถทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้บ้าง และเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่อยู่ในแต่ละอุตสาหกรรม

2. เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ในแง่การผลิตคอนเทนต์ แน่นอนว่าในธุรกิจสื่อจำเป็นที่ต้องผลิตคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและมีคุณภาพ แต่สำหรับอุตสาหกรรมอื่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องสร้างในปริมาณมากก็สร้างก่อให้การความน่าสนใจและสามารถดึงให้คนเข้ามาติดตามได้มาก แต่เหนือกว่าคอนเทนต์ที่มีคุณภาพคือความสม่ำเสมอ เพราะหากมีการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ความน่าสนใจในการติดตามก็จะลดลง

ซึ่งการผลิตคอนเทนต์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือการสร้างคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและมีคุณภาพแถมต้องสม่ำเสมอ แน่นอนว่ากลุ่มนี้คือการทำงานของสื่อ ขณะที่กลุ่มที่ 2 เป็นการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ อาจไม่จำเป็นต้องทุกวันหรืออาจจะนำเสนอเป็นประจำทุกสัปดาห์ และกลุ่มที่ 3 ในกรณีที่ไม่มีเวลาให้เน้นการผลิตคอนเท้นต์ที่มีคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งการผลิตคอนเทนต์ที่มีปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอไม่ควรทำอย่างยิ่ง

3. ข้อมูลคืออำนาจ
หลายคนอาจมองว่าการผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้โซเชียลมีเดียในระยะยาวไม่เป็นผลดี เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูล (Data) ไว้เอง ที่สำคัญหากมีการเปลี่ยนกฎหรืออัลกอริทึ่มก็จะไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทำตามสิ่งที่โซเชียลปรับเปลี่ยน ซึ่งโซเชียลควรจะมองเป็นแค่ช่องทาง แต่ไม่ใช่เป้าหมายในการสื่อสาร

เราควรจะมี Platform เป็นของตัวเอง รวมไปถึงวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data) เช่น การแลกเปลี่ยนด้วยความรู้หรือของรางวัล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้าเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ “ยื่นหมู ยื่นแมว”

4. เข้าถึงตัวบุคคล (Personalize)
เรียกว่าเป็นภาคต่อจาก “ข้อมูลคืออำนาจ” เนื่องจากเมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นแปลงเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอคอนเทนต์ที่ใช่ ส่งมอบให้กับคนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายหรือสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการกีต้าร์โปร่งก็ต้องหาลูกค้าที่มีพฤติกรรมชอบเล่นกีต้าร์โปร่ง ซึ่งคนที่มีพฤติกรรมชอบเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าไม่ใช่ลูกค้าหลัก แต่อาจสร้างความสัมพันธ์ไว้ในฐานะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรอง

5. ใช้เครื่องมือดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ในการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ 3 SETs ประกอบไปด้วย MindSET เราต้องมีแนวความคิดว่า Inbound Marketing คือการตลาดแบบหวังผลระยะยาว ไม่ใช่แคมเปญระยะสั้น SkillSET คือการทำสิ่งที่วางไว้ใน MindSET ให้เกิดขึ้นได้จริง และ ToolSET คือการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละบริษัท และเหมาะกับกลุ่มลูกค้าเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่ SkillSET วางแผนไว้สำเร็จตามที่ MideSET ตั้งไว้

บางครั้งการใช้เครื่องมือก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมือมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป จึงจะประสบผลสำเร็จ เช่น เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลมาก็สามารถใช้เครื่องมือในการคำแนกข้อมุล รวมไปถึงการใช้เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้งานต่อในด้าน CRM หรือเครื่องมือที่ใช้ในการซิงค์ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6. กรณีศึกษาช่วยลดเวลาเรียนรู้
แน่นอนว่าการเรียนรู้จากกรณีศึกษาช่วยให้เรียนรู้ได้รวดเร็วมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทดลองทำเองช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งสามารถค้นหากรณีศึกษาได้จาก Search Engine หรือในกรณีใกล้ตัวที่สุดคือการศึกษาจากคู่แข่ง กรณีใดที่คู่แข่งทำแล้วเป็นผลเสียก็ไม่ต้องเสียเวลาทำ หรือดูกรณีศึกษาของคนอื่นที่เป็นคนละอุตสาหกรรมแต่มีความใกล้เคียงกัน เช่น อสังหาฯ และยานยนต์ เป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงเช่นเดียวกัน เป็นต้น

7. ผสมผสานทั้ง Inbound และ Outbound
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีถูกและผิด ในบางกรณีการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing อาจจะไม่เหมาะกับธุรกิจนั้นๆ ก็ได้ การทำการตลาดแบบ Outbound Marketing จึงต้องเข้ามาช่วย ซึ่งทั้ง 2 การตลาดต่างมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนกับผลที่ได้มา ซึ่ง Outbound Marketing ผลที่ได้รับมักจะเป็นไปตามปริมาณการลงทุน เช่น ลงทุนมากผลที่ได้รับก็มากตาม ในขณะที่ Inbound Marketing จำเป็นต้องลงทุนก่อนโดยยังไม่เห็นผลที่ได้ แต่ในระยะยาวผลที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นในขณะที่การลงทุนจะยังเท่าเดิม

การผสมผสานการตลาดทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยในช่วงแรกเน้นการทำการตลาดแบบ Outbound Marketing เมื่อผ่านพ้นช่วงระยะเวลาการสร้างการรับรู้ การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing ก็จะเข้ามาทดแทนเพื่อให้การลงทุนลดลงแต่ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้น

8. Offline ยังไม่ตายยยย
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing และ Outbound Marketing แม้ว่าในยุคปัจจุบันเน้นสร้างกิจกรรมแบบ Online ซึ่งได้รับนิยมอย่างมาก แต่การทำกิจกรรมแบบ Offline ก็ยังคงอยู่ ซึ่งหลายครั้งที่กิจกรรมเหล่านั้นได้รับผลตอบรับที่ดี อย่างเช่น การจัดอีเว้นท์ต่างๆ การจัดทำหนังสือ เป็นต้น

9. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ช่วง MindSET แล้วว่า การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing เป็นการทำการตลาดแบบระยะยาว ยิ่งกราฟการลงทุนกับผลที่ได้ของการตลาดแบบInbound Marketing ที่ชี้ให้เห็นถึงการลงทุนในช่วงแรกที่ผลกลับยังไม่ได้ตอบรับในระดังหวังผล แต่ในระยะยาวผลที่ได้จะมากกว่าการลงทุนที่ผ่านมา นั่นจึงทำให้ผู้ที่จะใช้การตลาดแบบInbound Marketing ต้องอดทน เพราะเป้นแผนการตลาดที่ต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวสะสมผลที่ได้รับไปเรื่อยๆ

10. อย่าช้าจนไม่ได้ลงมือทำ
หลายคนเมื่อมาถึงจุดนี้คงเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า การตลาดแบบInbound Marketing คือการทำการตลาดระยะยาวและต้องใช้ความอดทน ทว่าหลายคนเมื่อเห็นว่า “ระยะยาว” ก็นิยมไปทำการตลาดแบบ Outbound Marketing เพื่อให้ได้ผลตอบรับระยะยสั้น ซึ่งในความเป็นจริงตามข้อที่ 7 ที่ต้องใช้การผสมผสานทั้ง Inbound และ Outbound เข้าด้วยกัน

ดังนั้นในช่วงที่กำลัง ทำการตลาด แบบ Outbound Marketing ควรจะต้องลงมือทำการตลาดแบบ Inbound Marketing ไปพร้อมๆ กัน พร้อมยิ่งเริ่มช้าโอกาสที่ผลที่ได้รับมากกว่าการลงทุนก็จะช้าตามไปด้วย

สนับสนุนโดย blackcatagency

กระทรวงเกษตร-อ.ส.ค. ทำเก๋! เปิดตัว “BNK48” เป็นพรีเซนเตอร์นมโคสด 100%

BNK48 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์และผลิตภัณฑ์ใหม่ของร้าน THAI –DENMARK MILKLAND ณ ศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยและการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทยให้เพิ่มมากขึ้นโดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของนม ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย และมีคุณประโยชน์สำหรับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น อ.ส.ค.ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค นมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผง จึงได้เปิดร้าน “THAI-DENMARK MILK LAND” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มปริมาณการดื่มนมจากเมนูเครื่องดื่มต่างๆที่ใช้ส่วนผสมของนมไทย-เดนมาร์ค ทำให้มีรสชาติ หอม มัน อร่อย และได้ประโยชน์จากนมโคสดแท้ และสิ่งที่พิเศษสำหรับ THAI-DENMARK MILK LAND ในปีนี้ คือ อ.ส.ค. ได้นำศิลปินไอดอลหญิงกลุ่ม BNK48

อ่านต่อ

ผอ.รร.ฉาว ตั้งกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำร้านเหล้า หลักฐานมัดตัว เพราะทำแฟลชไดรฟ์หล่นไว้

ผอ.รร.ฉาว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้า กรณี มีกระแสข่าวทางโซเชียล มีการนำคลิปฉาว ของ ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อำเภอบ้านแพง จ.นครพนม แอบตั้งกล้องถ่ายคลิปภายในห้องน้ำ ของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลตำบลเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยมีคนนำคลิปออกมาเผยแพร่ เปิดเผยถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีภาพในคลิปเห็นหน้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าของคลิปชัดเจน เกรงว่าจะเป็นภัยสังคม

ผอ.รร.ฉาว หลังทางผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า คลิปดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2563 เหตุเกิดที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยที่มาของคลิป สืบเนื่องจากมีคนในร้านเก็บแฟลชไดรฟ์ ที่มีคนทำตกในห้องน้ำ จึงนำมาตรวจสอบหาเจ้าของ และพบว่า มีข้อมูลเป็นคลิปภาพจากกล้องแอบถ่าย อีกทั้งยังพบว่าบุคคลในคลิปเป็นคนนำกล้องไปตั้งแอบถ่ายในห้องน้ำ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอบ้านแพง แต่มีบ้านอยู่ในเขต อำเภอเรณูนคร จนกระทั่งทางเจ้าของร้าน ได้มีการตรวจสอบ ประสานไปยังเจ้าของ โดยเจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธ เพราะคลิปหลักฐานชัดเจน เพียงอ้างว่าเมา ไม่มีเจตนาถ่ายคลิปคนอื่น และภายหลังตรวจสอบยังไม่พบผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิด แต่มีคนนำมาโพสต์แฉพฤติกรรม ฉาว กลัวเป็นภัยสังคม จนเป็นกระแสข่าวดัง แต่ทางด้านเจ้าตัวยังไม่ออกมาชี้แจง หลังเป็นข่าว

อ่านต่อ

มวลชน ระดมทุน ช่วยตำรวจ ซื้อชุดหลังถูกสาดสี – บก.ลายจุด ขอซื้อตัวละ 5 พัน

คอลัมนิสต์ชื่อดัง ระดมทุน เพื่อนำเงินส่งมอบ ตร.สำราญราษฎร์ หลังถูกนักร้องดังสาดสีใส่ ด้าน บก.ลายจุดประกาศขอซื้อชุดละ 5,000 บาท ชี้เป็นผลงานทางศิลปะ

ธีรภัทร เจริญสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงกรณีการสาดสีใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ เดอะบอตทอมบูลส์ ศิลปินนักร้องชื่อดัง โดยระบุว่า “กรณีสาดสีใส่จนท.ตำรวจที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อเช้าวันนี้ที่ผ่านมา เข้าใจทั้งความอัดอั้นตันใจของฝ่าย นศ.ที่ถูกคุกคามทุกประการ แต่ก็เห็นใจ จนท.ตร.ชั้นผู้น้อยที่ต้องเสียเงินตัดชุดใหม่เช่นกัน

อ่านต่อ

ผู้ว่าสุราษฎร์ฯ เตือนประชาชนระวังน้ำท่วมสูง “เขื่อนรัชชประภา” เตรียมปล่อยน้ำ ปั่นไฟฟ้า

ผู้ว่าสุราษฎร์ฯ ได้รับประสานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) เขื่อนรัชชประภา ว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA A-18 ให้แก่โรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามกำลังผลิตปกติ จึงมีความจำเป็นจะต้องระบายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม 2563 – 7 กันยายน 2563 รวม 10 วัน จากเดิมวันละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้อำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ปริมาณน้ำที่สูงขึ้นบริเวณท้ายเขื่อนรัชชประภา ประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนรัชชประภา

อ่านต่อ

อย่างเป็นทางการ! ราชกิจจาฯ ประกาศขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผล 1-30 กันยายน

ราชกิจจาฯ เบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 5) ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม. พ.ศ.2563 และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคราวที่ 4 ออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 63 นั้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (รมว.) กลาโหม ได้ลงนามในวันที่ 28 สิงหาคม 63 โดยอาศัยอำนาจตามความตามความในมาตรา 50 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 63 จึงขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกคราวหนึ่ง สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปควบคู่กัน

ราชกิจจาฯ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังลงนามเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 63 ในประกาศ เรื่อง การที่ให้ประกาศที่ ครม. กำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ โดยระบุว่า เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข ระงับยับยั้ง ฟื้นฟู

อ่านต่อ