วันนี้นัดอีก! “คณะราษฎร” ประกาศชุมนุม 16 ต.ค. 5 โมงเย็น แยกราชประสงค์

วันที่ 15 ตุลาคม 63 เฟซบุ๊ก เยาวชนปลดแอก โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

“คณะราษฎร” ด่วน! เวลา 22:00 จะทำการปิดเวที #15ตุลาไปราชประสงค์ ในวันพรุ่งนี้ (16 ตุลาคม 63) 17.00 น. เรามาพบกันใหม่! ที่นี่ ถนนราษฎร์ ประสงค์! วันนี้มวลชนนับแสนได้มาร่วมกันแล้ว หลังจากนี้จะเพิ่มขึ้นมากขึ้นทุกวัน ทุกวัน ไม่มีอำนาจใดยิ่งใหญ่กว่าประชาชน ไม่ว่าจะสลายเท่าไหร่ เราจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ!

หากมีการรัฐประหารหรือรัฐบาลแห่งชาติ เราออกมาต่อต้านจนถึงที่สุด เวลานี้คุณไม่อาจหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไปแล้ว ประชาชนจงเจริญ

กระบะ ซิ่งตัดหน้ารถไฟเฉียดฉิว หวิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย 19 ศพ ห่างกันแค่สถานีเดียว

หวิดโศกนาฏกรรมซ้ำที่ฉะเชิงเทรา หลัง กระบะ ตัดหน้ารถไฟเฉียดฉิว ห่างจุดเกิดเหตุชน 19 ศพ แค่สถานีเดียว

กระบะ ตัดหน้ารถไฟเฉียดฉิว เมื่อวันที่ (15 ตุลาคม 63) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางอุสา อายุ 51 ปี ซึ่งอยู่บริเวณจุดตัดทางข้ามรางรถไฟริมถนนสายวัดเกาะ-แพรกวังตะเคียน-บางปลานัก ห่างจากสถานีรถไฟคลองบางพระเพียงประมาณ 500 เมตร ว่า เมื่อวานนี้ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ได้ทีเหตุน่าหวาดเสียวจนเกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรมหมู่ต่อเนื่องจากกรณีขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าชนรถบัสของคนมาทำบุญกฐินอีกจุดหนึ่งแล้ว

หลังจากมีรถยนต์กระบะที่มีคนนั่งมาในรถจนเต็มแค็ป ขับตัดหน้าขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าตู้คอนเทรนเนอร์ไปอย่างเฉียดฉิว จนขบวนรถไฟต้องเบรกหยุดรถทันที แต่หัวขบวนได้ไถลเลยผ่านไปไกลจากจุดตัดทางข้ามถึงประมาณ 200-300 เมตร จอดแน่นิ่งหยุดคารางอยู่เพียงชั่วคู่ ส่วนรถยนต์กระบะที่ขับตัดหน้าจนเกือบถูกหัวรถจักรเกี่ยวที่ขอบด้านท้ายกระบะได้ขับผ่านเลยไปในทันที

ซึ่งในขณะนั้นตนกำลังนั่งทำขนมหวานไทย อยู่ภายในบ้านซึ่งอยู่ติดกับรางรถไฟจึงทำให้สามารถมองเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ซึ่งสาเหตุเกิดจากมีขบวนรถไฟ 2 ขบวน ที่ขับมาในเวลาไล่เลี่ยจนเกือบจะซ้อนกัน โดยคนขับรถกระบะซึ่งกำลังจะขับข้ามรางรถไฟมาจากทางฝั่งถนนที่เชื่อมต่อไปยังวัดบางปลานัก และ ต.หนามแดง มุ่งหน้ามายังทางฝั่งวัดเกาะ หรือฝั่งทางบ้านของตน

น่าจะมองเห็นรถไฟเพียงขบวนเดียว ซึ่งเป็นขบวนรถไฟโดยสาร ที่เดินทางมุ่งหน้ามาจากสถานีชุมทางฉะเชิงเทราไปยังสถานีกรุงเทพฯ ขับผ่านมาบนรางที่ 1 ที่อยู่ชิดติดกับแนวรั้วกั้นเขตรถไฟและบ้านของตน แต่มองไม่เห็นขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าที่กำลังผ่านมาในทิศทางเดียวกันบนรางที่ 3 ซึ่งอยู่ชิดกับขอบทางด้านฝั่งตรงข้าม และอยู่ใกล้กับจุดที่รถกระบะจอดรอให้ขบวนรถโดยสารผ่านเลยไปก่อน

และอาจไม่ทันได้มอง หรืออาจจะมองไม่เห็นขบวนรถไฟสินค้า ที่ขับตามกันมาอีกขบวนในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงทำให้รถยนต์กระบะขับตัดผ่านหน้าขบวนรถไฟผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิว จนหัวรถจักรเกือบจะเกี่ยวเข้ากับที่ขอบด้านท้ายของรถยนต์กระบะ แต่โชคดีที่ยังรอดพ้นมาได้ ซึ่งตนเห็นเหตุการณ์โดยตลอดเวลา เนื่องจากได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่เปิดให้สัญญาณดังลั่น และเสียงเบรกหยุดขบวนรถจนหัวรถจักรไถลเลยไปไกลดังกล่าว นางอุสา กล่าว

ขณะที่ นายวิฑูรย์ ยังให้ผล อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.11 ต.บางเตย กล่าวว่า หลังทราบเหตุการณ์ที่เกือบจะเป็นเหตุซ้ำรอยกันกับเหตุรถไฟชนรถบัสทำบุญกฐิน ที่สถานีคลองแขวงกลั่นแล้ว จึงได้นำชาวบ้านเดินทางมาร่วมกันกับ นายอณิวัชร์ เย็นสวัสดิ์ อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 และนายสมศักดิ์ ยังให้ผล อายุ 52 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.4 เพื่อมาทำการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่บริเวณที่เกือบจะกิดเหตุในทันที

โดยบริเวณจุดตัดทางข้ามใกล้กับสถานีบ้านคลองบางพระแห่งนี้ เป็นแนวเขตรอยต่อของทั้ง 3 หมู่บ้าน คนทั้ง 3 ชุมชนจึงไม่อยากให้มาเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นเดียวกันกับที่บริเวณสถานีคลองแขวงกลั่น อีกทั้งยังเป็นสถานีรถไฟใกล้เคียงกัน โดยสถานีรถไฟคลองบางพระ อยู่เลยถัดมาจากสถานีบ้านคลองแขวงกลั่นเพียงสถานีเดียว จึงถือเป็นพื้นที่เดียวกัน และยังอยู่ในตำบลเดียวกันอีกด้วย

ด่วน! สน.ลาดพร้าวรวบ “เอกชัย” ระหว่างไปมอบตัวที่โรงพักดุสิต คดีประทุษร้ายพระราชินี

เมื่อเวลา 08.40 น. ข่าวช่อง 8 รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ได้แสดงตัวเข้าจับกุม “เอกชัย” หงส์กังวาน ขณะกำลังเดินทางไปมอบตัว สน.ดุสิต ในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุม 14 ต.ค. เบื้องต้นได้นำตัวไปสอบสวนที่ สน.ลาดพร้าว แล้ว

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้ (15 ตุลาคม 63) ศาลอาญา อนุมัติตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ออกหมายจับ นายเอกชัย หงส์กังวาน และ นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง นักกิจกรรมทางการเมือง ตามหมายจับที่ 1595/2563 และ 1596/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี

ในความผิดมาตรา 110 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

คณะราษฎร ออกแถลงการณ์ เดินหน้าชุมนุมเย็นนี้ที่ แยกราชประสงค์ แม้แกนนำถูกจับ

คณะราษฎร ออกแถลงการณ์ เรื่อง จุดยืนต่อการสลายการชุมนุม ว่า จากกรณีการสลายการชุมนุม ในเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2563 โดยเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมทั้งมีการจับกลุ่มแกนนำ และผู้ปราศรัยทั้งหมด 4 คน นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) นายอานนท์ นาภา นายประสิทธิ์ อุธาโรจน์ และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ซึ่งเป็นการ กระทำที่ไม่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด เพราะการชุมนุมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ควรมีใครสมควรถูกจับกุมจากการชุมนุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการกระทำที่ภาครัฐมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนขบวนการประชาธิปไตย ขัดขวางประชาชน เป็นการกระทำเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้อง

เราขอแสดงจุดยืนโดยจัดการชุมนุมต่อไป ในวันที่ 15 ตุลาคม 2563 เวลา 16.00 น. ณ แยกราชประสงค์ เราขอเชิญพ่อแม่พี่น้องที่รักในประชาธิปไตยจงออกมา เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงกับเรา เพื่อโค่นล้มอำนาจเผด็จการ

เฟซบุ๊กเอาจริง! ไล่ลบเพจต่อต้านโรฮิงญาในมาเลเซีย อ้างเป็นต้นตอแพร่โควิด-19

เฟซบุ๊กเอาจริง! ยอดผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในมาเลเซียพุ่งขึ้นในปีนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ได้รายงานต่อเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการโพสต์คำพูดที่สร้างความเกลียดชังและข้อมูลผิดๆ เกี่ยวผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงญาจากเมียนมา อย่างไรก็ตาม โพสต์จำนวนมากที่พุ่งเป้าไปที่ชาวโรฮิงญาในมาเลเซียก็ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่ในเฟซบุ๊ก รวมถึงเพจ “Anti Rohingya Club” และ “Foreigners Mar Malaysia’s Image แม้ว่าสองเพจดังกล่าวได้ถูกเฟซบุ๊กสั่งลบแล้วก็ตาม

เฟซบุ๊กได้ยอมรับในปี 2561 ว่า แพลตฟอร์มของบริษัทได้ถูกใช้เพื่อปลุกระดมความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในเมียนมา และเมื่อปีที่แล้วเฟซบุ๊กได้ใช้เงินมากกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับแพลตฟอร์ม แต่การพุ่งขึ้นของคอมเมนต์ต่อต้านชาวโรฮิงญาในมาเลเซียแสดงให้เห็นว่า คำพูดที่แสดงความเกลียดชังชาวต่างชาตินั้นก็ยังคงมีอยู่ต่อไป

โฆษกของเฟซบุ๊กเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า เฟซบุ๊กได้ลบเพจหรือกลุ่ม และโพสต์ต่างๆ ที่แสดงคอนเทนต์ต่อต้านผู้อพยพ

“เราจะไม่อนุญาตให้ใครโพสต์คำพูดที่แสดงถึงความเกลียดชังหรือการข่มขู่เกี่ยวกับความรุนแรงในเฟซบุ๊ก และเราจะทำการลบคอนเทนต์ดังกล่าวทันทีที่เราทราบ” เฟซบุ๊กระบุ

บางเพจที่ยังคงปรากฏในออนไลน์มีคอมเมนต์ที่เปรียบเทียบชาวโรฮิงญากับสุนัขหรือปรสิต บางเพจเปิดเผยถึงแหล่งที่พบชาวโรฮิงญา และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และรัฐดำเนินการกับพวกเขา

จอห์น ควินลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของ Fortify Rights ระบุว่า “คำพูดที่แสดงความเกลียดชังอาจนำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพและการข่มเหงคนทั้งกลุ่ม ซึ่งเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในเมียนมา และจะเป็นเรื่องที่ไร้ความรับผิดชอบ หากไม่ลบเพจหรือกลุ่มในเฟซบุ๊กที่ต่อต้านผู้ลี้ภัยและต่อต้านชาวโรฮิงญา”

ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมแต่เดิมนั้นเป็นมิตรกับชาวโรฮิงญามาช้านาน โดยมีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากว่า 1 แสนคนอาศัยในมาเลเซีย แม้มาเลเซียไม่ได้รับรองการเป็นผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการก็ตาม

กระแสความเกลียดชังชาวโรฮิงญาเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มที่แพร่เชื้อโควิด-19 หลังจากนั้นคำพูดที่สร้างความเกลียดชังได้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง รวมถึงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนมาเลเซียเกือบ 70% จากทั้งหมด 32 ล้านคนใช้งานอยู่

Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกระบุว่า มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 16,880 ราย และมีผู้เสียชีวิต 163 ราย

โค้งมรณะ! ระกระบะขนกะหล่ำปลี แหกโค้วง ภูทับเบิก เสียชีวิต 1 ราย สาหัสอีก 6 ราย

วันที่ 14 ตุลาคม 2563 ขณะที่ ร.ตอ.พิทักษ์ ฟั้นสุข รองสารวัตรสอบสวน ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร สภ.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุหมู่ที่ โค้งมรณะ! รถยนต์กระบะบรรทุกกะหล่ำปลี มาเต็มคันรถ เกิดเบรกแตกแหกโค้งพลิกคว่ำเกือบตกเขา ที่เส้นทางหลวงหมายเลข 2331 ถนนทางขึ้นภูทับเบิก บริเวณโค้งเอส 3 ใกล้กับศาลเจ้าปู่ภูทับเบิก ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 9-10 หมู่ 8 บ้านดอยน้ำเพียงดิน ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจำนวนหลายราย จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยอาสากู้ภัยสว่างมงคลศรัทธาธรรมสถานจุดหล่มสักหล่มเก่า และรถกู้ชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จำนวน 4 คัน

โดยที่เกิดเหตุ เป็นทาง โค้งมรณะ! ลงเขาลักษณะตัว S ที่มีความลาดชันสูง หรือที่เรียกว่าโค้ง S 3 พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า แบบแคบ สีเทาดำ ห ซึ่งบรรทุกกะหล่ำปลีมาเต็มคันรถ ได้แหกโค้งพลิกคว่ำหลายตลบจนคอกกระบะหลังรถหลุด ถุงใส่กะหล่ำปลีตกเกลื่อนข้างถนน ส่วนตัวรถยนต์พลิกกลับมาตั้งติดอยู่ที่ร่องน้ำข้างถนน จนเกือบตกเขา และพบผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นชาย ที่นั่งอยู่บนหลังคารถ กระเด็นมานอนไม่ได้สติอยู่กับถุงกะหล่ำปลีที่ในร่องน้ำ จำนวน 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถเป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย รวมผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดจำนวน 7 ราย ส่วนคนขับได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยสว่างมงคลศรัทธาธรรมสถานจุดหล่มสักหล่มเก่า และรถกู้ชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จึงช่วยกันปฐมพยาบาลในเบื้องต้น และนำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่าต่อไป

จากการสอบถามผู้บาดเจ็บ ที่ยังได้สติ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนและพวก จำนวน 8 คน ซึ่งเป็นคน หมู่ 6 บ้านหนองไผ่ และหมู่ 12 บ้านขี้นาค ต.วังบาล อ.หล่มเก่า ได้ขึ้นรถยนต์คันดังกล่าว ไปเหมาซื้อกะหล่ำปลีที่บนภูทับเบิก และในช่วงขากลับ ขณะที่รถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งบรรทุกกะหล่ำปลีมาเต็มคันรถ เพื่อจะนำไปขายที่ตลาดผักอำเภอหล่มสัก พอถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งที่มีความลาดชันสูง รถเกิดเบรคแตกแหกโค้งพลิกคว่ำจนทำให้มีผู้บาดเจ็บดังกล่าว แต่โชคยังดีที่รถไม่ตกลงไปในเขาลึก

ล่าสุด มีชายอายุประมาณกว่า 20 ปี ที่นั่งอยู่บนหลังคารถ และกระเด็นมานอนไม่ได้สติอยู่กับถุงกะหล่ำปลีที่ในร่องน้ำ ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่าในเวลาต่อมา

พล.ต.นพ.เหรียญทอง โพสต์เฟซบุ๊กรวมพลกองทัพประชาชน รอคำสั่งปฏิบัติการ “เก็บขยะแผ่นดิน”

(14 ตุลาคม 63) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ หมอเหรียญทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และอดีตนายทหารยุทธการ กรมแพทย์ทหารบก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รวมพลกองทัพประชาชนทุกจังหวัด ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

โดยนัดหมายรวมพลที่ พุุทธมณฑล-เมืองทองธานี-สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมขอให้รอคำสั่งปฏิบัติการเก็บขยะแผ่นดินจากหมอเหรียญทอง หากมีสัญญาณว่าผู้ชุมนุมจะบุกพระราชฐาน

1.ทางใต้-ตะวันตก ให้เดินทางเข้าพร้อม ณ ที่ตั้ง พุทธมณฑล มอบหมายให้สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และหลวงปู่พุทธอิสระ เตรียมคุมกำลัง ณ พุทธมณฑล
2.ทางตะวันออก ให้เดินทางเข้าพร้อม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ มอบหมายให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม คุมกำลัง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
3.ทางเหนือ-อีสาน-กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ให้เดินทางเข้าพร้อม ณ ที่ตั้ง เมืองทองธานี พล.ต.นพ.เหรียญทอง คุมกำลัง ณ เมืองทองธานี

ทลาย ออฟฟิศ 9 เว็บพนัน ยึดทรัพย์ 75 ล้าน อึ้ง! 6 เดือน เงินหมุนเวียนกว่า 15,000 ล้าน

ตำรวจเข้าทลาย ออฟฟิศ ใหญ่เว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อดัง 9 เว็บ ยึดทรัพย์สินรถหรู นาฬิกา บัญชีธนาคาร รวมกว่า 75 ล้านบาท

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลจับกุม นายแทนไท นายทุนเว็บพนันออนไลน์ กับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นขบวนการเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อดัง รวม 9 เว็บไซต์ หลังจับกุมนายแทนไทและพวกได้ที่จังหวัดระยอง ขณะกำลังท่องเที่ยว

และขยายผลปฏิบัติการเข้าตรวจค้นที่ตั้งเว็บพนัน และบ้านผู้ต้องหารวม 10 จุด หนึ่งในนั้นคือ ออฟฟิศ ใหญ่ในหมู่บ้านที่จังหวัดปทุมธานี ยึดของกลางรถหรู 11 คัน, นาฬิกาหรู 21 เรือน, โทรศัพท์มือถือ 180 เครื่อง, คอมพิวเตอร์อีก 26 ชุด, สมุดบัญชีธนาคาร, เงินสด 1 ล้านบาท และอาวุธปืน รวมมูลค่า 75 ล้านบาท

พฤติการณ์ของนายแทนไท เดิมเป็นเด็กเดินโพยพนันแต่เมื่อรู้ช่องทางทำเว็บพนันจึงผันตัวมาเป็นนายทุนเอง โดยได้เปิดออฟฟิศอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี และเช่าเว็บไซต์ในต่างประเทศ เพื่อสร้างเว็บไซต์พนัน 9 เว็บไซต์

และใช้โฆษณาเชิญชวนตามเว็บออนไลน์หนังละเมิดลิขสิทธิ์ และเว็บไซต์ลามกอนาจาร อีกไม่ต่ำกว่า 20 เว็บไซต์ เพื่อชักชวนให้บุคคลทั่วไป รวมถึงเยาวชนเข้าร่วมเล่นการพนันอย่างเปิดเผย ในลักษณะเล่นพนันแล้วจะมีชีวิตสุขสบาย กินหรูอยู่สบาย มีรถหรูขับ นอกจากนี้ยังจัดทำมิวสิควิดีโอชักชวนเล่นพนันผ่านทางยูทูป และทำข้อความชักชวนผ่านเพจต่างๆ

จากการตรวจสอบพบว่า นายแทนไทเปิดเว็บพนันออนไลน์มานานกว่า 6 ปี มีพนักงานในออฟฟิศไม่ต่ำกว่า 200 คน และจะใช้วิธีโอนเงินผ่านหน้าเว็บไซต์ 38 บัญชี และจะสุ่มหมุนเวียนเปลี่ยนบัญชีไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยเชื่อว่าบัญชีเหล่านี้น่าจะมีการจ้างคนมาเปิดบัญชีให้

และจากเส้นทางการเงินมียอดหมุนเวียนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา กว่า 15,000 ล้าน และนำเงินไปฟอกยักย้ายถ่ายเทโดยซื้อรถหรู ทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงเป็นนายทุนจัดสร้างภาพยนตร์

นอกจากการตรวจสอบประวัติพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเคยถูกจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์มาก่อนในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อปี 2561 แต่ประกันตัวออกมาก่อเหตุซ้ำ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุการจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งปราบปรามการพนันออนไลน์ ขบวนการนี้ถือเป็นขบวนการใหญ่ที่สุดที่เคยจับมา เตรียมประสานกระทรวงดีอีปิดเว็บไซต์พนันทั้งหมด และขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือ ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป

เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนัน โฆษณาชักชวนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เล่นพนันออนไลน์โดยผิดกฎหมาย และร่วมกันฟอกเงิน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ เตรียมพร้อมรับม็อบ 14 ต.ค. ยืนยันไม่อนุญาตให้ค้างคืน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงแผนรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมในวันพรุ่งนี้ว่า ตำรวจเตรียมความพร้อมเน้นดูแลรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อย ยืนยันการชุมนุมไม่อนุญาตให้ค้างคืน

ส่วนการเคลื่อนขบวนมวลชนตามแผนการชุมนุม ที่ระบุจะเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปยังทำเนียบรัฐบาล ย้ำว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ในการชุมนุมสาธารณะตามกฎหมาย ส่วนการรับมือของตำรวจมีในแผนการชุมนุม 63 อยู่แล้ว

ขณะเดียวกันยังเปิดเผยถึงการตั้งด่านความมั่นคง 14 จุดชานเมืองก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครชั้นในด้วยว่าการข่าวยังสงบเรียบร้อยดี

ตำรวจนครบาล ตั้งด่าน 21 จุด ทั่วกรุง รับมือม็อบ 14 ตุลาคม 63 เริ่มวันนี้ ยาวถึงวันศุกร์

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงการเตรียมความพร้อมด้านการจราจรและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกรณีการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ในวันที่ 14 ตุลาคม 63 นี้ ว่า กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล จะจัดกำลังเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่โดยรอบบริเวณที่จะมีการชุมนุมโดยเฉพาะบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ตำรวจจะยังไม่มีการปิดเส้นทางการจราจรแต่อย่างใด หากกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันอยู่บนทางเท้า และเปิดเส้นทางให้ผู้ใช้ถนนสามารถสัญจรได้ตามปกติ แต่หากผู้ชุมนุมเริ่มลงไปบนถนน จะเป็นการปิดเส้นทางการจราจรไปโดยปริยาย ซึ่งตำรวจจะวางแผนปิดการจราจรเบื้องต้น และหากมีการเคลื่อนขบวน ตำรวจจะปิดเส้นทางการจราจรล่วงหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 1 ทางแยก และเปิดเส้นทางตามปกติเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมผ่านไปแล้ว โดยประเมินเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ได้แก่ ถนนราชดำเนินกลาง, ถนนดินสอ, ถนนหลานหลวง, ถนนตะนาวและสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จึงขอแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางและสามารถใช้สะพานซังฮี้, สะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้าและสะพานสมเด็จพระปกเกล้าในการสัญจรระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีได้ตามปกติ รวมถึง ทางคู่ขนานลอยฟ้า ต่อเนื่องทางด่วนศรีรัช

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ออกแผนการตั้งจุดตรวจความมั่นคงและป้องกันอาชญากรรม เริ่มวันนี้เป็นวันแรก(13 ต.ค.63) ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 24.00 น. จำนวน 21 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 ถนนสามเสน หน้าห้างสุพรีม

จุดที่ 2 หน้าศูนย์เชฟโรเลตราชเทวี ถนนเพชรบุรี

จุดที่ 3 ข้างวัดราชนัดดา ถนนมหาไชย

จุดที่ 4 บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า (ขาเข้า)

จุดที่ 5 บริเวณเชิงสะพานกรุงธน (ขาเข้า)

จุดที่ 6 บริเวณใกล้แยกประชาชื่น ถ.ประชาชื่น-ขาเข้า

จุดที่ 7 ใต้ทางด่วนลาดพร้าว ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ขาเข้า

จุดที่ 8 ปากซอยพะรามเก้า 46 ถนนพระรามเก้า ขาเข้า

จุดที่ 9 บริเวณแยกคลองเตย ถนนรัชดาตัดพระราม 4 ขาเข้า

จุดที่ 10 บริเวณถนนประชาธิปก ขาเข้าก่อนขึ้นสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า

จุดที่ 11 ปากซอยพหลโยธิน 52 ถนนพหลโยธิน-ขาเข้า

จุดที่ 12 บริเวณถนนสุวินทวงศ์ ขาเข้า (แยกมหานคร ถนนสุวินทวงศ์)

จุดที่ 13 บริเวณถนนลาดกระบัง ขาเข้า (แยกสนามบินสุวรรณภูมิ ถนนอ่อนนุช)

จุดที่ 14 ปากซอยสุขุมวิท 70 ขาเข้า

จุดที่ 15 จุดกลับรถหน้าวัดสน ถนนสุขสวัสดิ์ (ขาเข้า)

จุดที่ 16 หน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ถนนพระราม 2 ขาเข้า

จุดที่ 17 หน้ามหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ถนนเพชรเกษม ขาเข้า

จุดที่ 18 ปากซอยวิภาวดีรังสิต 44

จุดที่ 19 ด่านดอนเมือง 2 (บนทางยกระดับดอนเมืองขาเข้า)

จุดที่ 20 บริเวณด่านจตุโชติทางพิเศษฉลองรัช ขาเข้า ถนนทางพิเศษฉลองรัช

จุดที่ 21 ด่านบางจาก ถนนยกระดับบูรพาวิถี ขาเข้า