ทำการตลาดอย่างไรให้ปัง! กับ 10 หลักการทำ Inbound Marketing

ทำการตลาด โดย คุณสิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ Marketing Director ของ Content Shifu ชี้ว่า Inbound Marketing เป็นที่รู้จักมานานแล้ว แต่ในปี 2019 ที่มีความเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรม ทำให้การใช้ Inbound Marketing แบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลในปีนี้ โดยปีนี้ Content Shifu เสนอ 10 ข้อหลักๆ ในการทำ Inbound Marketing ซึ่งแต่ละองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด 10 ข้อ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่องค์กรกำลังประสบ ไปทำความรู้จักกับ 10 หลักการทำ Inbound Marketing กันดีกว่า

1. ไม่เน้นกว้าง แต่เน้นลึก
เรียกได้ว่าเป็นหลักการทำ Digital Marketing ลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการหว่านแหเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค นอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่การทำแบบสอบถามเพื่อทำความรู้จักกับผู้บริโภคจะช่วยให้สามารถเข้าใจถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างชัดเจน และช่วยให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าจริงๆ ต้องการอะไร และสามารถทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้บ้าง และเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่อยู่ในแต่ละอุตสาหกรรม

2. เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ในแง่การผลิตคอนเทนต์ แน่นอนว่าในธุรกิจสื่อจำเป็นที่ต้องผลิตคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและมีคุณภาพ แต่สำหรับอุตสาหกรรมอื่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องสร้างในปริมาณมากก็สร้างก่อให้การความน่าสนใจและสามารถดึงให้คนเข้ามาติดตามได้มาก แต่เหนือกว่าคอนเทนต์ที่มีคุณภาพคือความสม่ำเสมอ เพราะหากมีการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ความน่าสนใจในการติดตามก็จะลดลง

ซึ่งการผลิตคอนเทนต์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือการสร้างคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและมีคุณภาพแถมต้องสม่ำเสมอ แน่นอนว่ากลุ่มนี้คือการทำงานของสื่อ ขณะที่กลุ่มที่ 2 เป็นการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ อาจไม่จำเป็นต้องทุกวันหรืออาจจะนำเสนอเป็นประจำทุกสัปดาห์ และกลุ่มที่ 3 ในกรณีที่ไม่มีเวลาให้เน้นการผลิตคอนเท้นต์ที่มีคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งการผลิตคอนเทนต์ที่มีปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอไม่ควรทำอย่างยิ่ง

3. ข้อมูลคืออำนาจ
หลายคนอาจมองว่าการผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้โซเชียลมีเดียในระยะยาวไม่เป็นผลดี เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูล (Data) ไว้เอง ที่สำคัญหากมีการเปลี่ยนกฎหรืออัลกอริทึ่มก็จะไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทำตามสิ่งที่โซเชียลปรับเปลี่ยน ซึ่งโซเชียลควรจะมองเป็นแค่ช่องทาง แต่ไม่ใช่เป้าหมายในการสื่อสาร

เราควรจะมี Platform เป็นของตัวเอง รวมไปถึงวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data) เช่น การแลกเปลี่ยนด้วยความรู้หรือของรางวัล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้าเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ “ยื่นหมู ยื่นแมว”

4. เข้าถึงตัวบุคคล (Personalize)
เรียกว่าเป็นภาคต่อจาก “ข้อมูลคืออำนาจ” เนื่องจากเมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นแปลงเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอคอนเทนต์ที่ใช่ ส่งมอบให้กับคนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายหรือสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการกีต้าร์โปร่งก็ต้องหาลูกค้าที่มีพฤติกรรมชอบเล่นกีต้าร์โปร่ง ซึ่งคนที่มีพฤติกรรมชอบเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าไม่ใช่ลูกค้าหลัก แต่อาจสร้างความสัมพันธ์ไว้ในฐานะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรอง

5. ใช้เครื่องมือดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ในการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ 3 SETs ประกอบไปด้วย MindSET เราต้องมีแนวความคิดว่า Inbound Marketing คือการตลาดแบบหวังผลระยะยาว ไม่ใช่แคมเปญระยะสั้น SkillSET คือการทำสิ่งที่วางไว้ใน MindSET ให้เกิดขึ้นได้จริง และ ToolSET คือการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละบริษัท และเหมาะกับกลุ่มลูกค้าเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่ SkillSET วางแผนไว้สำเร็จตามที่ MideSET ตั้งไว้

บางครั้งการใช้เครื่องมือก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมือมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป จึงจะประสบผลสำเร็จ เช่น เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลมาก็สามารถใช้เครื่องมือในการคำแนกข้อมุล รวมไปถึงการใช้เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้งานต่อในด้าน CRM หรือเครื่องมือที่ใช้ในการซิงค์ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6. กรณีศึกษาช่วยลดเวลาเรียนรู้
แน่นอนว่าการเรียนรู้จากกรณีศึกษาช่วยให้เรียนรู้ได้รวดเร็วมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทดลองทำเองช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งสามารถค้นหากรณีศึกษาได้จาก Search Engine หรือในกรณีใกล้ตัวที่สุดคือการศึกษาจากคู่แข่ง กรณีใดที่คู่แข่งทำแล้วเป็นผลเสียก็ไม่ต้องเสียเวลาทำ หรือดูกรณีศึกษาของคนอื่นที่เป็นคนละอุตสาหกรรมแต่มีความใกล้เคียงกัน เช่น อสังหาฯ และยานยนต์ เป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงเช่นเดียวกัน เป็นต้น

7. ผสมผสานทั้ง Inbound และ Outbound
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีถูกและผิด ในบางกรณีการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing อาจจะไม่เหมาะกับธุรกิจนั้นๆ ก็ได้ การทำการตลาดแบบ Outbound Marketing จึงต้องเข้ามาช่วย ซึ่งทั้ง 2 การตลาดต่างมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนกับผลที่ได้มา ซึ่ง Outbound Marketing ผลที่ได้รับมักจะเป็นไปตามปริมาณการลงทุน เช่น ลงทุนมากผลที่ได้รับก็มากตาม ในขณะที่ Inbound Marketing จำเป็นต้องลงทุนก่อนโดยยังไม่เห็นผลที่ได้ แต่ในระยะยาวผลที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นในขณะที่การลงทุนจะยังเท่าเดิม

การผสมผสานการตลาดทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยในช่วงแรกเน้นการทำการตลาดแบบ Outbound Marketing เมื่อผ่านพ้นช่วงระยะเวลาการสร้างการรับรู้ การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing ก็จะเข้ามาทดแทนเพื่อให้การลงทุนลดลงแต่ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้น

8. Offline ยังไม่ตายยยย
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing และ Outbound Marketing แม้ว่าในยุคปัจจุบันเน้นสร้างกิจกรรมแบบ Online ซึ่งได้รับนิยมอย่างมาก แต่การทำกิจกรรมแบบ Offline ก็ยังคงอยู่ ซึ่งหลายครั้งที่กิจกรรมเหล่านั้นได้รับผลตอบรับที่ดี อย่างเช่น การจัดอีเว้นท์ต่างๆ การจัดทำหนังสือ เป็นต้น

9. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ช่วง MindSET แล้วว่า การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing เป็นการทำการตลาดแบบระยะยาว ยิ่งกราฟการลงทุนกับผลที่ได้ของการตลาดแบบInbound Marketing ที่ชี้ให้เห็นถึงการลงทุนในช่วงแรกที่ผลกลับยังไม่ได้ตอบรับในระดังหวังผล แต่ในระยะยาวผลที่ได้จะมากกว่าการลงทุนที่ผ่านมา นั่นจึงทำให้ผู้ที่จะใช้การตลาดแบบInbound Marketing ต้องอดทน เพราะเป้นแผนการตลาดที่ต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวสะสมผลที่ได้รับไปเรื่อยๆ

10. อย่าช้าจนไม่ได้ลงมือทำ
หลายคนเมื่อมาถึงจุดนี้คงเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า การตลาดแบบInbound Marketing คือการทำการตลาดระยะยาวและต้องใช้ความอดทน ทว่าหลายคนเมื่อเห็นว่า “ระยะยาว” ก็นิยมไปทำการตลาดแบบ Outbound Marketing เพื่อให้ได้ผลตอบรับระยะยสั้น ซึ่งในความเป็นจริงตามข้อที่ 7 ที่ต้องใช้การผสมผสานทั้ง Inbound และ Outbound เข้าด้วยกัน

ดังนั้นในช่วงที่กำลัง ทำการตลาด แบบ Outbound Marketing ควรจะต้องลงมือทำการตลาดแบบ Inbound Marketing ไปพร้อมๆ กัน พร้อมยิ่งเริ่มช้าโอกาสที่ผลที่ได้รับมากกว่าการลงทุนก็จะช้าตามไปด้วย

สนับสนุนโดย blackcatagency

กระทรวงเกษตร-อ.ส.ค. ทำเก๋! เปิดตัว “BNK48” เป็นพรีเซนเตอร์นมโคสด 100%

BNK48 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์และผลิตภัณฑ์ใหม่ของร้าน THAI –DENMARK MILKLAND ณ ศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยและการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทยให้เพิ่มมากขึ้นโดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของนม ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย และมีคุณประโยชน์สำหรับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น อ.ส.ค.ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค นมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผง จึงได้เปิดร้าน “THAI-DENMARK MILK LAND” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มปริมาณการดื่มนมจากเมนูเครื่องดื่มต่างๆที่ใช้ส่วนผสมของนมไทย-เดนมาร์ค ทำให้มีรสชาติ หอม มัน อร่อย และได้ประโยชน์จากนมโคสดแท้ และสิ่งที่พิเศษสำหรับ THAI-DENMARK MILK LAND ในปีนี้ คือ อ.ส.ค. ได้นำศิลปินไอดอลหญิงกลุ่ม BNK48

อ่านต่อ

ผอ.รร.ฉาว ตั้งกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำร้านเหล้า หลักฐานมัดตัว เพราะทำแฟลชไดรฟ์หล่นไว้

ผอ.รร.ฉาว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้า กรณี มีกระแสข่าวทางโซเชียล มีการนำคลิปฉาว ของ ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อำเภอบ้านแพง จ.นครพนม แอบตั้งกล้องถ่ายคลิปภายในห้องน้ำ ของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลตำบลเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยมีคนนำคลิปออกมาเผยแพร่ เปิดเผยถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีภาพในคลิปเห็นหน้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าของคลิปชัดเจน เกรงว่าจะเป็นภัยสังคม

ผอ.รร.ฉาว หลังทางผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า คลิปดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2563 เหตุเกิดที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยที่มาของคลิป สืบเนื่องจากมีคนในร้านเก็บแฟลชไดรฟ์ ที่มีคนทำตกในห้องน้ำ จึงนำมาตรวจสอบหาเจ้าของ และพบว่า มีข้อมูลเป็นคลิปภาพจากกล้องแอบถ่าย อีกทั้งยังพบว่าบุคคลในคลิปเป็นคนนำกล้องไปตั้งแอบถ่ายในห้องน้ำ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอบ้านแพง แต่มีบ้านอยู่ในเขต อำเภอเรณูนคร จนกระทั่งทางเจ้าของร้าน ได้มีการตรวจสอบ ประสานไปยังเจ้าของ โดยเจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธ เพราะคลิปหลักฐานชัดเจน เพียงอ้างว่าเมา ไม่มีเจตนาถ่ายคลิปคนอื่น และภายหลังตรวจสอบยังไม่พบผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิด แต่มีคนนำมาโพสต์แฉพฤติกรรม ฉาว กลัวเป็นภัยสังคม จนเป็นกระแสข่าวดัง แต่ทางด้านเจ้าตัวยังไม่ออกมาชี้แจง หลังเป็นข่าว

อ่านต่อ

มวลชน ระดมทุน ช่วยตำรวจ ซื้อชุดหลังถูกสาดสี – บก.ลายจุด ขอซื้อตัวละ 5 พัน

คอลัมนิสต์ชื่อดัง ระดมทุน เพื่อนำเงินส่งมอบ ตร.สำราญราษฎร์ หลังถูกนักร้องดังสาดสีใส่ ด้าน บก.ลายจุดประกาศขอซื้อชุดละ 5,000 บาท ชี้เป็นผลงานทางศิลปะ

ธีรภัทร เจริญสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงกรณีการสาดสีใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ เดอะบอตทอมบูลส์ ศิลปินนักร้องชื่อดัง โดยระบุว่า “กรณีสาดสีใส่จนท.ตำรวจที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อเช้าวันนี้ที่ผ่านมา เข้าใจทั้งความอัดอั้นตันใจของฝ่าย นศ.ที่ถูกคุกคามทุกประการ แต่ก็เห็นใจ จนท.ตร.ชั้นผู้น้อยที่ต้องเสียเงินตัดชุดใหม่เช่นกัน

อ่านต่อ

ผู้ว่าสุราษฎร์ฯ เตือนประชาชนระวังน้ำท่วมสูง “เขื่อนรัชชประภา” เตรียมปล่อยน้ำ ปั่นไฟฟ้า

ผู้ว่าสุราษฎร์ฯ ได้รับประสานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) เขื่อนรัชชประภา ว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA A-18 ให้แก่โรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามกำลังผลิตปกติ จึงมีความจำเป็นจะต้องระบายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม 2563 – 7 กันยายน 2563 รวม 10 วัน จากเดิมวันละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้อำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ปริมาณน้ำที่สูงขึ้นบริเวณท้ายเขื่อนรัชชประภา ประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนรัชชประภา

อ่านต่อ

อย่างเป็นทางการ! ราชกิจจาฯ ประกาศขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผล 1-30 กันยายน

ราชกิจจาฯ เบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 5) ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม. พ.ศ.2563 และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคราวที่ 4 ออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 63 นั้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (รมว.) กลาโหม ได้ลงนามในวันที่ 28 สิงหาคม 63 โดยอาศัยอำนาจตามความตามความในมาตรา 50 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 63 จึงขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีกคราวหนึ่ง สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปควบคู่กัน

ราชกิจจาฯ นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังลงนามเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 63 ในประกาศ เรื่อง การที่ให้ประกาศที่ ครม. กำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ โดยระบุว่า เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข ระงับยับยั้ง ฟื้นฟู

อ่านต่อ

พุทธิพงษ์ เผย มือดีพยายามแฮ็กเว็บกระทรวงดีอีเอส แต่โชคดีที่ป้องกันไว้ได้

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า วันที่ 27 สิงหาคม 63 ที่ผ่านมา มีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามเจาะเข้าระบบเว็บไซต์ (แฮ็ก) กระทรวงดีอีเอส หรือ www.mdes.go.th ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นระบบที่เข้ามาทำให้การเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์มีปัญหา ทำให้การประมวลผลล่าช้า โดยไทยเซิร์ตใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการป้องกันและแก้ไขเพื่อไม่ให้เว็บไซต์เกิดความเสียหาย

“เนื่องจากเรามีระบบการป้องกันของไทยเซิร์ต ทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ทำให้เว็บไซต์ไม่ล่มหรือเกิดความเสียหาย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีที่พยายามแฮ็กเว็บไซต์ของกระทรวงเป็นใคร และมาจากไหน” พุทธิพงษ์ กล่าว

อ่านต่อ

 

ญาติทั้งงง อย่างนี้ก็ได้เหรอ? มอบซองช่วยงานศพ 63,850 บาท เปิดมามีแต่ความว่างเปล่า

ญาติทั้งงง และคาใจ สมาคมฌาปนกิจผู้สูงอายุฯ มอบซองช่วยงานศพลุงเขียนยอดเงิน 63,850 บาท เปิดมามีแต่ความว่างเปล่า เผยเบี้ยวมาแล้ว 6 ศพ ญาติเตรียมนำหลักฐานเข้าแจ้งความเอาผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 สิงหาคม 63) นางฉวีวรรณ อายุ 48 ปี ชาวตำบลบ้านยาง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้นำซองเปล่าที่ได้รับในงานเผาศพ ออกมาร้องขอความเป็นธรรมและเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากตัวแทนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้สูงอายุฯ แห่งหนึ่ง ได้นำซองสีขาวซึ่งด้านหน้าเขียนระบุยอดเงินค่าจัดการศพของ นายพาน ผู้เป็นลุง จำนวน 63,850 บาท ที่เสียชีวิต มามอบให้ในงานเผาศพเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยตอนที่มอบยังมีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แต่พอเปิดดูข้างในซองมีเพียงกระดาษเปล่า และกระดาษที่มีข้อความสรุปยอดการจ่ายเงินค่าจัดการศพของสมาชิกอีกรายในตำบลบ้านยาง แต่ไม่มีเงินค่าจัดการศพในซอง ทำให้ญาติคนตายทั้งงงและคาใจกับการกระทำของทางสมาคมฯ

อ่านต่อ

ศาล พิพากษาจำคุก เทพไท-น้องชาย คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีทุจริตเลือกตั้งนายก อบจ.

วันนี้ (28 สิงหาคม 63) ศาล จังหวัดนครศรีธรรมราช นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่นายพิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายมาโนช เสนพงศ์ เป็นจำเลยที่ 1 และนายเทพไท เสนพงศ์ เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาฐานร่วมกันกระทำความผิดในการทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อปี 2557 ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545

โดยล่าสุดมีรายงานว่า ศาลนครศรีธรรมราชพิพากษาจำคุก เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ และมาโนช เสนพงศ์ คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ตามกฎหมาย

อ่านต่อ

วัน อยู่บำรุง ลั่น “ผมไม่ร่วมด้วย” ประกาศลาออกที่ปรึกษา สิระ เจนจาคะ หลังมีชื่อโดยไม่รู้ตัว

นาย วัน อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย โพสต์ลงในเฟซบุ๊กวันนี้ (27 สิงหาคม 63) ว่า ตน “ไม่ร่วมด้วย” ขอลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

โพสต์ดังกล่าว นายวัน ยังแนบรูปเอกสารการตั้งที่ปรึกษาที่ว่ามานี้ด้วย ซึ่งตนเป็นหนึ่งในที่ปรึกษา 32 คน ที่ถูกแต่งตั้ง

ส.ส. กรุงเทพมหานครรายนี้ บอกว่า นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ ส.ส. จ.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย เป็นคนเสนอชื่อตน โดยที่ไม่ได้ถามตนก่อน ขณะเดียวกัน ประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งก็คือ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่เคยคุยเรื่องนี้กับตนด้วย

อ่านต่อ