ครม.อนุมัติซื้อ “ไฟเซอร์” 20 ล้านโดส คาดนำเข้าตุลาคมนี้

ครม.อนุมัติซื้อ "ไฟเซอร์" 20 ล้านโดส คาดนำเข้าตุลาคมนี้

ครม.อนุมัติ “ไฟเซอร์” โครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 กรอบวงเงิน 2,519 ล้านบาท พร้อมไฟเขียวจัดซื้อไฟเซอร์ 20 ล้านโดส คาดนำเข้าตุลาคมนี้
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดของสำนักงานประกันสังคมกระทรวงแรงงาน กรอบวงเงิน 2,519 ล้านบาท โดยใช้เงินจากเงินกู้

โดยนายจ้างในฐานข้อมูลประกันสังคมล่าสุดในวันที่ 28 มิ.ย. 64 หรือนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 30 ก.ค. 64 จำนวน 41,940 ราย โดยได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 3,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคนสูงสุดไม่เกิน 200 คนต่อแห่ง ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 663,916 ราย โดยจะได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 2,000 บาทต่อคน

ทั้งนี้มีรายงานอีกว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติลงนามสัญญาการซื้อวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 20 ล้านโดส เพื่อนำเข้าประเทศไทย ภายในไตรมาสที่ 4 หรือภายในเดือน ต.ค. 64 นี้ด้วย

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่เอาจริง ส่งนิติกรแจ้งความ “พิมฐา” ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัด

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่เอาจริง ส่งนิติกรแจ้งความ "พิมฐา" ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัด

แจ้งดำเนินคดี “พิมฐา” ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ส่งนิติกรร้องทุกข์ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คกก.โรคติดต่อฯ 61/2564

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 ก.ค.64) เมื่อเวลา 14.50 น. นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบอำนาจให้ นายวิชัย ว่องสาริการ นิติกรปฏิบัติการ ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.อดุลย์ สายสม รอง ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ฐานิดา มานะเลิศเรืองกูล หรือ พิมฐา อายุ 28 ปี เน็ตไอดอลชื่อดัง ซึ่งมีที่อยู่ย่านตำบลหายยา อ.เมืองเชียงใหม่

โดยกล่าวหาว่า “ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 61/2564 เรื่อง มาตรการควบคุมผู้เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเหตุเกิดที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2564 เวลา 09.15 น.

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏตามไทม์ไลน์ผู้ป่วยโควิด-19 ราย CM4254 ซึ่งเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 26 มิ.ย. 64 ในเวลา 09.15 น. โดยพ่อขับรถมารับที่สนามบินเชียงใหม่ จากนั้นได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งวันที่ 30 มิ.ย. 64 ได้เข้ารับการตรวจโควิด-19 พบผลเป็นบวก และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่

ส่อวุ่น! ชัยภูมิพบเด็กติดเชื้อ 2 ราย เร่งกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงกว่า 80 คน

ส่อวุ่น! ชัยภูมิพบเด็กติดเชื้อ 2 ราย เร่งกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงกว่า 80 คน

ส่อวุ่น! คลัสเตอร์ปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง กรุงเทพฯ ขอเดินทางกลับบ้านมารักษาตัวใน รพ.พื้นที่ จ.ชัยภูมิ 15 ราย อีก 5 ราย ติดจากญาติ สะสมรวม 542 ราย เสียชีวิต12 ราย

4 ก.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ชั้น 16 อำเภอ วันนี้ทางนายแพทย์วชิระ บถพิบูลย์ นาย แพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ โฆษกคณะกรรมการ ควบคุมโรคติดต่อจังหวัดชัยภูมิ

ส่อวุ่น! ได้มีการแถลงรายงาน ผู้ติดเชื้อประจำวัน ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมจากเมื่อวานนี้ พื้นที่ จ.ชัยภูมิ มีผู้ติดโควิด-19 เพิ่มขึ้น 20 ราย จาก อ.เกษตรสมบูรณ์ 2 ราย อ.คอนสาร 2 ราย อ.ซับใหญ่ 2 ราย อ.เทพสถิต 3 ราย อ.หนองบัวแดง 1 ราย อ.แก้งคร้อ 1 ราย อ.หนองบัวระเหว 1 ราย อ.เมือง 4 ราย อ.บำเหน็จณรงค์ 3 ราย และ อ.ภูเขียว 1 ราย มาจากคลัสเตอร์ปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ ติดต่อกลับมาทางสายด่วน ผ่านCall Center 098-1352870 ,098-1352907 จ.ชัยภูมิ

ขอเดินทางกลับบ้านมารักษาตัวในโรงพยาบาลพื้นที่ จ.ชัยภูมิ หน่วยงานต่าง ๆ ได้จัดรถไปรับที่กรุงเทพฯและบางรายขับรถมาเอง 15 ราย และอีก 5 ราย ใน จ.ชัยภูมิ เป็นผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 จากญาติที่ติดโควิด-19 จากคลัสเตอร์ปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ เดินทางกลับบ้าน จ.ชัยภูมิ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และนำเชื้อ โควิด-19 มาสู่พ่อแม่ญาติพี่น้อง

ซึ่งผู้ป่วยโควิด-19 ที่กรุงเทพฯ ติดต่อขอกลับมารักษาตัวใน จ.ชัยภูมิ หน่วยงานต่าง ๆ ได้จัดรถไปรับผู้ติดโควิด-19 ทยอยเข้ารับการรักษาตัวโรงพยาบาลสนาม ภายในอาคารโรงยิมเนเซียมสิริวัณวรี สนามกีฬากลางจังหวัดชัยภูมิ รองรับได้จำนวน 80 เตียง ในผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ที่มาจากสถานที่ต่างๆ รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิด้วย

ทางด้านเขตพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ที่พบเด็กเล็กวัย 3 ขวบ และ 4 ขวบ 2 คน ติดโควิด-19 จากผู้ปกครองที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ นายอำเภอบำเหน็จณรงค์ หลังที่ได้นำเด็กทั้ง 2 คน เข้ารักษาป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลแล้ว

ได้ให้เด็กในศูนย์พัฒนาเทศบาลตำบลบ้านเพชร ที่เหลืออีก 47 คน เข้ารับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กทั้งหมดรวมแล้ว 80 คน มาตรวจหาเชื้อ และถูกกักตัวที่ศูนย์แรกรับ เป็นเวลา 14 วัน เมื่อผู้ใดไม่ติดเชื้อจึงจะปล่อยตัวกลับบ้านไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ซึ่งสำหรับผู้ติดโควิด-19 เพิ่มในพื้นที่ จ.ชัยภูมิวันนี้ (4 ก.ค.64) จำนวน 20 ราย มีผู้ป่วยโควิดสะสมรวม 542 ราย เสียชีวิตสะสม 12 ราย

อดีตพลทหาร คลั่งโผล่บ้านญาติที่ระนอง ตำรวจกำลังปิดล้อม

อดีตพลทหารคลั่งโผล่บ้านญาติที่ระนอง ตำรวจกำลังปิดล้อม เจรจาเกลี้ยกล่อม

จากกรณีหนุ่ม อดีตพลทหาร ก่อเหตุยิงคนตายต่อเนื่อง 2 เหตุการณ์ โดยยิงพนักงานร้านสะดวกซื้อ ที่ลาดพร้าว 25 เสียชีวิต 1 ราย ก่อนบุกไปก่อเหตุกราดยิงในโรงพยาบาลสนาม สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จนมีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตอีก 1 ราย

ช็อกกว่าเดิม! ตร.เผย คนร้ายยิงถล่ม รพ.สนาม-ยิงพนักงานเซเว่น เป็นคนเดียวกัน
หนุ่มโหดทำเบียร์ตกแตกในร้านสะดวกซื้อ พนักงานบอกให้ชดใช้ ไม่พอใจชักปืนยิงดับคาร้าน
สุดโหด! คนร้ายแต่งกายคล้ายทหาร บุกยิงผู้ป่วยโควิด ดับคาโรงพยาบาลสนาม
เผย อดีตทหารเกณฑ์ฆ่า 2 ศพ รพ.สนาม-เซเว่นฯ กำลังหนีลงใต้ ล่าสุดพบที่ชุมพร
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 23 มิถุนายน 64 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนเร่งติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด ได้รับแจ้งจากตำรวจฝ่ายสืบสวน จ.ระนอง ว่า คนร้ายรายนี้ได้หลบเข้าไปอยู่ในบ้านญาติพื้นที่ จ.ระนอง เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างปิดล้อมพื้นที่และเจรจากับคนร้าย พร้อมกันนี้ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ให้ระมัดระวังอันตราย และขอให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการของตำรวจอย่างเด็ดขาด

แม่แทบช็อก นักเรียน ม.3 ถูกเพื่อนร่วมชั้นเอามีดแทงในโรงเรียน อาการสาหัส

แม่แทบช็อก นักเรียน ม.3 ถูกเพื่อนร่วมชั้นเอามีดแทงในโรงเรียน อาการสาหัส

แม่แทบช็อก วันที่ 23 มิถุนายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อวาน(22 มิ.ย.64) ลูกชาย อายุ 15 ปี เรียนอยู่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนแทงได้รับบาดเจ็บสาหัส คาโรงเรียนช่วงพักกลางวัน และตัวน้องได้ถูกส่งตัวเข้าทำการรักษาอย่างเร่งด่วน ขณะนี้อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย ซึ่งหลังจากโพสเฟซบุ๊กไปนั้น มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตั้งคำถามว่าทำไมทางโรงเรียนปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้กลางโรงเรียนได้

แม่แทบช็อก ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อสอบถามไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าว คือ นางอรสา สิงห์วี อายุ 35 ปี ซึ่งยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคือเรื่องจริง โดยลูกชายคือ น้องต้นน้ำ อายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ใน จ.พิษณุโลก โดยเมื่อวานนี้ได้ไปส่งน้องเรียนโรงเรียนตามปกติ ในช่วงเที่ยงมีครูได้โทรมาแจ้งว่าน้องต้นน้ำถูกแทงได้รับบาดเจ็บ โดยครูได้พาตัวน้องส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน แต่เนื่องด้วยมีอาการสาหัส จึงได้ทำการส่งตัวน้องไปเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยตัวคุณแม่เองยังไม่ได้รับการอธิบายอะไรจากทางโรงเรียนที่ชัดเจนเลย นอกจากบอกเพียงว่า น้องต้นน้ำ แกล้งเพื่อนคู่กรณีมาตั้งแต่ ม.1 จนถึงปัจจุบัน ม.3 คู่กรณีเก็บกด จึงเอามีดมาแทงน้องต้นน้ำ เพียงเท่านั้น

ซึ่งคุณแม่ไม่เชื่อเพราะพฤติกรรมส่วนตัวน้องต้นน้ำ เป็นเด็กเงียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เรื่องแกล้งเพื่อนไม่น่าเป็นไปได้ หรือหากเด็กทะเลาะกันจริง ต้องมีเรื่องมาก่อนหน้านี้บางแล้ว แต่นี่น้องต้นน้ำไม่เคยมีเรื่องทะเลาะ หรือชกต่อยอะไรกับใครเลยตลอด เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา แต่จู่ๆ มาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเปิดเรียนได้เพียงไม่กี่วัน และเป็นการเรียนแบบสลับวันด้วย ปกติคุณแม่จะอยู่กับน้องต้นน้ำตลอดเลี้ยงดูมาด้วยตัวเองรู้นิสัยของลูกดีว่าไม่ใช่คนอันธพาลแบบที่ถูกกล่าวหาแน่นอน

นางอรสา บอกต่ออีกว่า ทันทีที่ตนทราบข่าวจากครู ก็รีบไปหาน้องที่โรงพยาบาลทันที น้องมีบาดแผลที่คอ ที่ช่วงหน้าอก และข้างหลัง และนอกจากนี้มีบาดแผลตามลำตัวเป็นรอยมีดบาดหลายแห่ง เมื่อคืนนี้คุณหมอบอกว่าจากการทำ CT SCAN พบเลือดออกทางช่องปอด และมีเลือดออก และน้ำบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายมากต้องเข้ารับการผ่าตัดเร่งด่วนเมื่อคืนนี้จนถึงช่วงเวลาประมาณ ตี 2 อาการของน้องยังไม่พ้นขีดอันตราย ถึงแม้ตอนนี้น้องจะฟื้นแล้วแต่ยังให้ข้อมูลอะไรไม่ได้ และต้องเฝ้าระวังเรื่องมีเลือดออกเพิ่มอีกหรือไม่ และแผลจะติดเชื้อหรือไม่ น้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ส่วนเรื่องของคู่กรณี เมื่อวานนี้ช่วงเย็น แม่และญาติของคู่กรณีได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลแล้ว มาขอโทษ และก็อยู่จนน้องต้นน้ำผ่าตัดเสร็จก่อนจะกลับไปช่วงประมาณ ตี 2

ด้าน นายประชุม สันติพร้อมวงศ์ อายุ 48 ปี ลุงของน้องต้นน้ำ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องต้นน้ำ ทุกคนรู้สึกคาใจมาก คือความจริงโรงเรียนดังในจังหวัดแบบนี้ มีนักเรียนระดับหลายพันคน ครูควรจะต้องเข้มงวดให้มากกว่านี้ นี่คืออะไรเปิดเรียนได้ไม่กี่วันทำไมปล่อยให้เด็กนำอาวุธเข้ามาแทงกันได้ พอเกิดเหตุมาแล้วทางโรงเรียนกลับกลัวเสียชื่อโรงเรียน มาขอให้ผู้ปกครองอย่าเอาเรื่องกันเลยมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง สังคมไทยมันจะแย่เอานะถ้าเป็นแบบนี้ อยากให้ทางโรงเรียนไปปรับปรุงตรงนี้ ไม่เช่นนั้นผู้ปกครองจะเอาความเชื่อมั่นในโรงเรียนมาจากไหนได้

คือเหตุการณ์นี้ถ้าชกต่อยกันธรรมดา ไม่มีอาวุธ ทะเลาะวิวาทแบบนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองรับได้เพราะมันเป็นช่วงวัยของเด็ก แต่นี่เอามีดมาแทงกันอาการปางตายแบบนี้ พ่อแม่ที่ไหนเขาก็รับไม่ได้ อยากให้โรงเรียนเข้มงวดความปลอดภัยของเด็กๆด้วย และรับผิดชอบให้มากกว่านี้ ทางเราไม่ได้อยากได้เงินหรืออะไร แต่เราอยากให้หลานปลอดภัย พ้นขีดอันตราย ส่วนเรื่องคดีความทางแม่น้องต้นน้ำก็ได้ไปแจ้งความไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ตอนนี้ภาวนาแค่ขอให้อาการหลานปลอดภัย กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ น้องยังมีอนาคตอีกไกล

ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ ทางผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูได้เดินทางเข้ามาพบ ครอบครัวน้องต้นน้ำ พร้อมมอบกระเช้าแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมจะช่วยเหลือในทุกๆด้าน ตอนนี้ก็รอให้อาการน้องต้นน้ำปลอดภัยดีก่อน ส่วนเรื่องคดีความก็ปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

“เส้นด้าย – Up For Thai” พลังประชาชน สะท้อนสังคมช่วงโควิด-19

“เส้นด้าย - Up For Thai” พลังประชาชน สะท้อนสังคมช่วงโควิด-19

พลังประชาชน “คนไทยไม่เคยทิ้งกัน” คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอในทุกวิกฤตที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ภาพประชาชนที่ออกมาช่วยเหลือกันและกันในยามเกิดปัญหา กลายเป็นภาพชินตาและสร้างความอิ่มเอมใจให้กับทุกคนที่ได้พบเห็น เช่นเดียวกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่แสดงให้เห็น “น้ำใจ” ของคนไทยที่ส่งต่อให้กันอย่างล้นหลามอีกครั้ง ทั้งโครงการ “ตู้ปันสุข” ที่แบ่งปันอาหารและของใช้จำเป็นให้กับผู้เดือนร้อน การดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อช่วยกันจัดการปัญหา “เตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ”

แม้การช่วยเหลือกันเองของภาคประชาชนจะทำให้หัวใจอบอุ่น แต่มันก็ทำหน้าที่สะท้อนสังคมไทยด้วยเช่นกัน แล้วภาพสะท้อนของสังคมที่ว่านั้นคืออะไร Sanook คุยกับตัวแทนของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อเรียนรู้ปัญหาและสะท้อนเสียงของคนทำงานไปให้ถึงรัฐบาล ซึ่งเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะนำพาประเทศผ่านวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้

มาถึงจุดนี้ได้ยังไง? “เส้นด้าย” ตั้งเต็นท์กลางดึกช่วยผู้ป่วยโควิด-19 แฟลตดินแดง
ศบค.ห่วงปัญหาเตียงไม่พอ – ลุยตรวจ กทม. พบ 5 เขต โควิด-19 ระบาด
หนึ่งความสูญเสีย สู่ล้านความช่วยเหลือ
ข่าวการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ของคุณกุลทรัพย์ วัฒนผล หรือ “อัพ VGB” นักกีฬาอีสปอร์ตรุ่นบุกเบิกของประเทศไทย กลายเป็นเรื่องสะเทือนใจของประชาชนในช่วงที่โรคโควิด-19 กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ข้อความบนโลกออนไลน์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตระบุว่า เขารอรถพยาบาลมารับไปรักษาตัวหลายวัน แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการรักษา จนกระทั่งเขาอาการทรุดหนักและเสียชีวิตในที่สุด การเสียชีวิตของคุณกุลทรัพย์กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มภาคประชาชนที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนด้วยกันเอง ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังอ่อนล้าและสิ้นหวัง

พลังประชาชน เพื่อนโพสต์อาลัย เผยประวัติ “อัพ VGB” คลื่นลูกแรกของวงการอีสปอร์ต ติดโควิดเสียชีวิต
“โครงการนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของคุณอัพ ซึ่งเป็นเพื่อนของผม พอเขาเสียชีวิต ก็เลยมีการพูดคุยกันในโซเชียลมีเดียที่เรียกว่า “คลับเฮ้าส์” ว่าเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ในฐานะประชาชน เพราะเรารู้สึกว่า ลำพังแค่ภาครัฐอย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอ ถ้าภาคประชาชนสามารถเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ น่าจะเป็นเรื่องดี เราก็เลยตั้งกลุ่มขึ้นมา เรียกว่ากลุ่มอาสาสมัคร Up For Thai ก็คือมาจากชื่อของคุณอัพนั่นเอง” คุณชายอดัม – หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล หัวเรือใหญ่โครงการ “ต้องรอด – Up For Thai” เล่าที่มาที่ไปของกลุ่มให้ฟัง

เช่นเดียวกับคุณภูวกร ศรีเนียน ผู้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” ที่เล่าว่า หลังจากที่คุณกุลทรัพย์เสียชีวิต ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้ายคนหนึ่งได้เข้าไปมีบทบาทในการช่วยเจรจากับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งให้ช่วยรับตัวคุณแม่ของคุณกุลทรัพย์เข้ารักษาโรคโควิด-19 นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งกลุ่มนี้ขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ ไม่ให้ต้องประสบชะตากรรมแบบที่คุณกุลทรัพย์เผชิญ ในขณะที่ชื่อ “เส้นด้าย” ก็มาจากในช่วงเวลานั้น มีการถกเถียงกันเรื่องการมี “เส้นสาย” จึงจะทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

“เราตั้งกลุ่มที่เรียกว่าเส้นด้ายขึ้นมา มันคือเส้นของคนที่ไม่มีเส้น คือถ้า “ได้” แปลว่ามีเส้น เราต้องมีเส้นเราจึงจะได้ เราจึงใช้คำนี้แทน ก็เหมือนกับว่า เราเองก็มีเส้นเหมือนกัน เส้นของคนที่ไม่มีเส้น เป็นเส้นด้ายเล็ก ๆ ธรรมดาที่มาช่วยกันทำ” คุณภูวกรกล่าว

“คุณชายอดัม” โพสต์เศร้าถึง “อัพ VGB” เพื่อนวัยเด็ก ทั้งที่อายุเท่ากัน ติดโควิดเหมือนกัน
กลุ่มเส้นด้ายเปิด “บ้านเส้นด้าย” หาสถานที่กักตัวผู้ป่วยโควิด-19 หวังลดการแพร่เชื้อ
ภารกิจหลักของกลุ่มเส้นด้ายคือการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งเรื่องการจัดเตรียมรถรับ-ส่งผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่สามารถเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ รวมถึงการติดต่อประสานงานเพื่อหาเตียงให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 และส่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ พวกเขายังจัดทำ “โครงการบ้านเส้นด้าย” เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังไม่ได้รับเตียงรักษา เพื่อป้องกันการนำเชื้อไปแพร่กระจายให้กับคนในครอบครัว ในขณะที่กลุ่ม Up For Thai ก็เริ่มจากการให้ความรู้และข้อมูลกับกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด-19 และผู้เสี่ยงสูง ก่อนจะพัฒนาไปเป็น “โรงครัวต้องรอด” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้กักตัวและขาดรายได้จากการทำงาน

“เราค้นพบว่าชุมชนแออัดเริ่มมีการติดเชื้อ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เขาต้องกักตัวและไม่มีรายได้ เราจึงคิดว่าการเข้าไปช่วยเหลือคนเหล่านี้เพื่อพยุงให้เขาอยู่ได้ในพื้นที่ จนกระทั่งสามารถกลับมาทำงานได้ เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และป้องกันการติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นโรงครัวต้องรอดในปัจจุบัน” คุณชายอดัมเล่า

รอยต่อของภาครัฐ
“การรับมือภัยพิบัติระดับประเทศ ลำพังแค่ภาครัฐอย่างเดียว ทรัพยากร กำลังคน อาจจะไปโฟกัสที่เรื่องที่จำเป็นที่สุด เช่น การตรวจหาเชื้อ การดูแลจัดการผู้ป่วย หรือการบริหารจัดการวัคซีน ส่วนเราก็ช่วยในเรื่องของการดูแล จริง ๆ ไม่ใช่แค่เราหรอก หน่วยงานรัฐก็พยายามเข้ามาดูแลตรงนี้ แต่มันไม่เพียงพอ จำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นแสนคนในชุมชนแออัด 641 แห่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย” คุณชายอดัมตอบคำถามว่าทำไมประชาชนจึงต้องออกมาช่วยเหลือกันเอง

ในขณะที่คุณภูวกรก็แสดงความคิดเห็นว่า ในช่วงเวลาที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบการทำงานของภาครัฐที่ไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ขณะที่แต่ละหน่วยงานจำเป็นต้องปฏิบัติงานภายใต้กรอบกติกาที่ถูกบัญญัติขึ้นภายใต้ “สถานการณ์ปกติ” เมื่อเกิดภาวะโรคระบาด ซึ่งเป็น “สถานการณ์ไม่ปกติ” แต่ละหน่วยงานจึงไม่กล้าทำนอกกติกาของตัวเอง

“เขาสั่งว่า 1669 จะไปบริการคนที่เป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีผลตรวจ แล้วคนที่ป่วยโควิด-19 แต่ไม่มีผลตรวจล่ะ พอเจอแบบนี้ ระบบบริการของรัฐไม่ขยับแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงมีคนเยอะแยะที่อาการโควิด-19 กำเริบ โดยที่เขายังไม่ทันได้ไปตรวจ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือคนที่อาการกำเริบโดยที่ยังไม่ได้ไปตรวจจึงมีเยอะมาก” คุณภูวกรชี้

การปฏิบัติงานตามกรอบกติกาของหน่วยงานราชการ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในภาวะสิ้นหวังและหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคหนึ่งของกลุ่มภาคประชาชน ที่เข้าไปทำงานประสานและจัดการปัญหาผู้ป่วยโควิด-19 ด้วยเช่นกัน

“เขาจะมองเราด้วยความหวาดระแวง และรู้สึกว่าเราคือปัญหาของเขา คือคนที่อยู่ในระบบ เขาจะมีวิธีคิดที่ว่า ทำอะไรต้องปลอดภัยในหน้าที่การงานเอาไว้ก่อน ถ้าทำดีอย่างเต็มที่ แต่มันส่งผลกระทบต่อความหน้าที่ความรับผิดชอบ เขาก็จะไม่ทำ ดังนั้น พอเราไปแตะหรือทำสิ่งนั้น มันจึงเป็นการไปทำให้เขาต้องมาทำตามเรา เขาก็จะรู้สึกว่าเราเป็นปัญหา” คุณภูวกรสะท้อน

อย่างไรก็ตาม คุณชายอดัมก็ระบุว่า กลุ่ม Up For Thai ไม่ได้มีปัญหากับระบบราชการมากนัก เนื่องจากมีทีมที่ทำงานประสานกับภาครัฐจำนวนมาก พร้อมกับเข้าไปสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานรัฐ และมี “ผู้ใหญ่” ในหน่วยงานนั้น ๆ ที่สามารถเข้าไปชี้แจงเมื่อเกิดปัญหาได้ ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะติดต่อกับกับชุมชนโดยตรง เช่น ผู้นำชุมชนโดยธรรมชาติ ผู้นำชุมชน หรืออาสาสมัครในชุมชน จึงทำให้พวกเขาผ่านความยุ่งยากของการสื่อสารกับทางภาครัฐได้

ภาคประชาชนสะท้อนปัญหาสังคมไทย
การลงมาทำงานช่วยเหลือประชาชนในช่วง โควิด-19 ทำให้คุณภูวกรมองเห็นปัญหาของสังคมไทย โดยเฉพาะปัญหา “ผู้มีอำนาจปกครอง” ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงเวลาวิกฤต

“ประเทศไทยไม่มีความพร้อมในเรื่องสาธารณสุขในเวลาฉุกเฉินแบบนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วประเทศของเรามีงบประมาณมากพอ เรามีเงินพอที่จะดูแลคนได้ แต่เงินตรงนั้นไม่ถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็ว จริง ๆ โควิด-19 เกิดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ผู้บริหารอาจจะไม่ทันคิดว่าถ้าเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น จึงตั้งรับไม่ทัน” คุณภูวกรชี้ “จริง ๆ เรามี ม.44 สำหรับสถานการณ์นี้ เขาตั้งหน่วยงานฉุกเฉินขึ้นมาที่สามารถสั่งการข้ามกรม ข้ามกระทรวง ข้ามทุกอย่างได้หมด แต่การสั่งการแบบนั้นไม่ได้ถูกแบ่งมาใช้ในภาคการช่วยเหลือผู้ป่วย”

ทางด้านคุณชายอดัมก็แสดงความคิดเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติอยู่ทุกปี แต่ประเทศไทยกลับไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมองค์ความรู้ในการรับมือกับภาวะวิกฤตเข้าด้วยกัน และทำหน้าที่สื่อสารให้กับประชาชนได้อย่างชัดเจน กระชับ และได้ใจความ กอปรกับสังคมไทยกำลังอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้เกิดข่าวสารที่มีความคลาดเคลื่อนหรือเฟกนิวส์จำนวนมาก ขณะที่ภาครัฐก็ไม่สามารถตอบสนองต่อเฟกนิวส์ได้เร็วพอ จึงทำให้การสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตกลายเป็นเรื่องลำบาก

“คนที่อยากสื่อสารไม่ได้สื่อสาร คนที่สื่อสารก็สื่อสารคลาดเคลื่อน หรือคนที่รับสารก็รับสารคลาดเคลื่อน ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยไม่ชัดเจน” คุณชายอดัมชี้

“อีกเรื่องหนึ่งคือคนในสังคมกลัวกันเอง ไม่ไว้ใจกันเอง ชัดเจนที่สุดสองครั้ง คือผมประสานโรงพยาบาลไปตรวจเชิงรุก เราพูดชัดเจนก่อนจัดงานว่า จุดตรวจเชิงรุกนี้ไม่ได้ตรวจให้ชุมชนของคุณแค่นั้น แต่ตรวจให้คนไทยทุกคน เราแต่มาใช้พื้นที่ตรงนี้ แต่พอวันจริง คนในชุมชนก็ออกมาโวยวายว่าทำไมคนนอกมาตรวจ เดี๋ยวคุณจะเอาเชื้อมาติดฉัน แล้วก็ทะเลาะกัน หรือเหตุการณ์ที่มีคนป่วยโควิด-19 คนในชุมชนก็จะเริ่มบอกว่า เมื่อไรมันจะไปจากบ้าน” คุณภูวกรเสริม

รัฐบาลคือกุญแจแก้ไขปัญหา
“กระบวนการสำคัญที่เราทำอยู่ ณ วันนี้ เราทำเพื่อพยุงชุมชน อาสาสมัครทุกคน ทุกองค์กร ภาคประชาชน ที่เขาทำก็คือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จนกว่าภัยพิบัตินั้นจะจบลง แต่ภัยพิบัติระดับประเทศจะจบลงได้ ต้องเกิดจากการจัดการระดับประเทศ” คุณชายอดัมกล่าว

รัฐบาลเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เพราะรัฐบาลมีอำนาจในการบริหารและอำนาจสั่งการอยู่ในมือ รวมถึงอำนาจในการจัดหา “วัคซีน” ให้กับประชาชน ซึ่งคุณภูวกรชี้ว่า ถ้ามีการจัดการวัคซีนได้อย่างเร็วที่สุด เร็วกว่านี้ มีทางเลือกให้ประชาชนมากกว่านี้ ให้ทั่วถึงมากกว่านี้ จะช่วยแก้ไขสถานการณ์โรคโควิด-19 และลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้มากกว่านี้

“รัฐต้องทำให้คนติดเชื้อโควิด-19 ลดลง อัตราการตายลดลง คนเข้าโรงพยาบาลสนามได้รวดเร็วขึ้น คนที่จะไปจากเตียงเขียวเป็นเตียงแดงสามารถได้รับการตอบสนองได้อย่างทันท่วงที มีระบบสาธารณูปโภคที่รองรับผู้ป่วย หรือผู้กักตัว พร้อมมีระบบช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ผู้ป่วยติดเตียง คนแก่ชรา และเด็ก นั่นเป็นสิ่งที่เขาควรทำ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะในกรุงเทพปริมณฑล หรือในต่างจังหวัด แล้วท้ายสุดคือการแจกจ่ายวัคซีนให้ทั่วถึง มีจำนวนหลากหลายในระยะเวลาอันรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณชายอดัมแสดงความคิดเห็นปิดท้าย

คลัสเตอร์ เปาะยานิ ศูนย์มัรกัสยะลา ระบาดลุกลาม 12 จังหวัด

คลัสเตอร์เปาะยานิ ศูนย์มัรกัสยะลา ระบาดลุกลาม 12 จังหวัด ติดเชื้อแล้ว 402 ราย

คลัสเตอร์ เปาะยานิ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 วันนี้ ได้เปิดเผยถึง คลัสเตอร์เปาะยานิ ที่พบการระบาดที่ บ้านเปาะยานิ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

โดยได้รับแจ้งจาก สสจ.ยะลา มีรายงานแจ้งว่า โรงเรียนสอนศาสนาในศูนย์มัรกัสยะลา มีผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดหลายราย คาดว่ามีการระบาดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการรายงานว่าเป็นคลัสเตอร์ จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งมีการทำกิจกรรมร่วมกันโดยไม่สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และมีการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งเมื่อนักเรียนเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยไม่ผ่านการคัดกรองหาเชื้อ ก็ได้นำเชื้อไปแพร่ระบาดในพื้นที่ของตนเอง

ทั้งนี้ คลัสเตอร์เปาะยานิ จ.ยะลา มีผู้ป่วยสะสมเชื่องโยงแล้ว 402 ราย แบ่งเป็น

นราธิวาส 111 ราย
ยะลา 102 ราย
สตูล 46 ราย
ปัตานี 46 ราย
สงขลา 36 ราย
กระบี่ 18 ราย
พัทลุง 13 ราย
นครศรีธรรมราช 10 ราย
สุราษฎ์ธานี 9 ราย
พังงา 5 ราย
ตรัง 3 ราย
ภูเก็ต 3 ราย

ทาง นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ออกคำสั่งควบคุมการแพร่ระบาดในศูนย์ดะวะห์แห่งประเทศไทย (ศูนย์มัรกัสยะลา) และมัรกัสตาเซะ (เมดานมาดีนาตุลนูร) โดยห้ามนักเรียนกลุ่มญะมาอะห์ตับลีฆ และบุคคลอื่นใดเข้า-ออกพื้นที่ดังกล่าว หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งให้ขออนุญาตต่อประธานศูนย์ดะวะห์แล้วแต่กรณี และต้องรายงานตัวให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองยะลาทราบ ทั้งนี้ ต้องกำหนดเวลาเดินทางออกและกลับพื้นที่ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีโต้แย้ง หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ช้างบุกพังห้องครัวระยะเผาขน เจ้าของบ้านโพสต์ระทึก “มาได้ทุกวัน”

ช้างบุกพังห้องครัวระยะเผาขน เจ้าของบ้านโพสต์ระทึก "มาได้ทุกวัน" หิวจนกินถุงพลาสติก

มาได้ทุกวัน! เจ้าของบ้านโพสต์ระทึก ช้างบุกห้องครัวกลางดึก อยู่ใกล้ในระยะเผาขน หิวจนกินถุงพลาสติกเข้าไปด้วย

(20 มิ.ย.64) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก รัชฎาวรรณ ผึ้งประสพพร โพสต์ภาพช้างกำลังบุกเข้าบ้านที่หัวหินกลางดึก โผล่ทะลุกำแพงห้องครัวที่มีสภาพพังเป็นรูโหว่ และฝ้าเพดานพังเสียหาย โดยระบุข้อความว่า “มาได้ทุกวัน” ซึ่งเจ้าช้างตัวนี้ก็ได้ใช้งวงควานหาอาหารยัดเข้าปาก จนข้าวของกระจัดกระจาย ท่ามกลางสายตาของเจ้าของบ้านที่ยืนหลบมุมบันทึกภาพเอาไว้

ทั้งนี้ เจ้าของโพสต์ ระบุว่า ช้างบุกเข้าในบริเวณบ้านบ่อยมาก เพราะบ้านติดป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชาวโซเชียลต่างเข้าไปคอมเมนต์แสดงความห่วงใยเจ้าของบ้านเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงแสดงความเป็นห่วงช้าง เพราะดูท่าทางหิวโหยและกินถุงพลาสติกเข้าไปด้วย หวั่นว่าจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

ล่าสุด ระบุว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแล้ว รอคณะกรรมการพิจารณาช่วยเหลือเยียวยา

พบแล้ว เด็กชาย วัย 14 หายตัวที่สุสาน นาน 4 วัน ที่แท้ไปอยู่บ้านเพื่อน

พบแล้ว เด็กชายวัย 14 หายตัวที่สุสาน นาน 4 วัน ที่แท้ไปอยู่บ้านเพื่อน

พบแล้ว เด็กชาย จากเหตุการณ์ เมื่อช่วงตีสามของวันที่ 18 มิถุนายน 64 เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งว่า มี เด็กชาย หายภายในสุสานเม่งหุย หมู่ 7 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบ นายนรินทร์ คำโต อายุ 44 ปี ได้แจ้งและชี้ให้ดูจุดลูกชายตน อายุ 14 ปี ได้หายไปในพื้นที่สุสานเม่งหุยซึ่งมีเนื้อที่นับ 100 ไร่ เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยฯพยายามส่องไฟตามหาใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ก็ไม่พบ พบแต่ความมืด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเด็กชายเท่คงไม่ได้อยู่ในพื้นที่สุสานแล้ว

คืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.64 เวลา 13.30 น.ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับครอบครัวของเด็กชายวัย 14 ปี หลังทราบว่าพบตัวเด็กแล้ว จากการสอบถามเด็กชายอายุ 14 ปีเล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนให้เพื่อนไปส่งที่สุสาน หลังจากลงรถตนก็ได้วิ่งเล่นในสุสาน ส่วนเพื่อนที่มาส่งก็กลับบ้านไป หลังจากที่วิ่งเล่นเสร็จ ตนก็ได้ไปเล่นกับพี่ที่รู้จักกัน 2 วัน หลังจากนั้นก็ไปหาเพื่อนอีกคน และนอนที่บ้านเพื่อน กินอยู่ที่นั่น 2 วัน ตนก็ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง และออกตามหา หลังจากนี้ตนรับปากว่าจะไม่แอบหนีเที่ยวอีกแล้ว เพราะพ่อกับแม่เป็นห่วงตนมาก

ทางด้านนายนรินทร์ คำโต อายุ 44 ปี ผู้เป็นพ่อ เปิดเผยว่า เมื่อคืนภรรยาตนบอกว่าลูกชายหายออกจากบ้านไป 3 วันแล้วไม่กลับบ้าน ตนจึงจะไปแจ้งความคนหาย หลังจากสอบถามได้ความว่า มีเพื่อนขับรถไปส่งที่สุสานเม่งหุย ตนจึงได้รีบแจ้งตำรวจ และกู้ภัยให้ช่วยตามหา แต่หากันกว่า 2 ชั่วโมงยังไร้วี่แวว

หลังจากนั้นตนได้ไปยังบ้านของเพื่อนลูกชาย ปรากฏว่าไม่พบ เจอแต่นายเอก(นามสมมุติ)เพื่อนของลูกชายเท่านั้น สอบถามนายเอกว่าทำไมไม่พากลับไปส่งที่บ้าน นายเอกจึงได้บอกว่าลูกชายของตนบอกให้จอดส่งแค่ตรงนี้ หลังจากนั้นก็ไม่พบอีกเลย

ตอนแรกตนคิดว่าคงเป็นอาถรรพ์เรื่องผีบังตา ทำให้หาลูกไม่เจอ จึงได้ยกเลิกภารกิจตามหา พอมาวันนี้ลูกชายของตนได้กลับมาที่บ้านเอง เล่าให้ฟังให้ตนฟังว่าช่วงที่หายไปตลอด 4 วันนั้น แค่ไปอยู่กับเพื่อนมา ตนก็ดีใจที่ลูกชายตนกลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัย

ขณะที่แม่ของเด็กชาย เผยว่า ปกติลูกชายตนจะออกไปหาเพื่อนบ่อย โดยทุกครั้งที่ไป จะไปแล้วกลับ แต่ครั้งนี้ลูกตนได้ออกจากบ้านไป 4 วัน ทำให้เป็นห่วงจึงได้บอกกับสามีว่าลูกไม่เข้าบ้านหลายวันแล้ว กลัวมีอันตราย สามีจึงได้แจ้งตำรวจให้ช่วยตามหา ก่อนที่สุดท้ายลูกจะกลับมาเองในที่สุด

“ลุงวิศวะ” ยิงโจ๋ 17 รอดคุก! ศาลฎีกาแก้โทษ จำคุก 3 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 3 ปี

"ลุงวิศวะ" ยิงโจ๋ 17 รอดคุก! ศาลฎีกาแก้โทษ จำคุก 3 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 3 ปี

ศาลฎีกาพิพากษา แก้โทษ คดี “ลุงวิศวะ” ยิงเด็ก ม.4 ดับ จำคุก 3 ปี 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท รอลงอาญา 3 ปี-คุมประพฤติ 2 ปี

วันนี้ (17 มิ.ย. 64) เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดชลบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3544/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นางสาวมณีพร โจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายสุเทพ หรือ ลุงวิศวะ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จากกรณีที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล หรือ ปอนด์ นักเรียนชั้น ม.4 อายุ 17 ปี ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 ที่บริเวณแยกครกใหญ่ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

คดีนี้ศาลชั้นต้น สั่งจำคุก นายสุเทพ รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอ ขณะที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ล่าสุด ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เหตุคดีนี้เกิดจากฝ่ายผู้ตายจอดรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของจำเลย จนเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ตายด้วยส่วนหนึ่ง การรอการลงโทษให้แก่จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์ แก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้จำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการระงับควบคุมอารมณ์ที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง