พบแล้ว เด็กชาย วัย 14 หายตัวที่สุสาน นาน 4 วัน ที่แท้ไปอยู่บ้านเพื่อน

พบแล้ว เด็กชายวัย 14 หายตัวที่สุสาน นาน 4 วัน ที่แท้ไปอยู่บ้านเพื่อน

พบแล้ว เด็กชาย จากเหตุการณ์ เมื่อช่วงตีสามของวันที่ 18 มิถุนายน 64 เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งว่า มี เด็กชาย หายภายในสุสานเม่งหุย หมู่ 7 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ พบ นายนรินทร์ คำโต อายุ 44 ปี ได้แจ้งและชี้ให้ดูจุดลูกชายตน อายุ 14 ปี ได้หายไปในพื้นที่สุสานเม่งหุยซึ่งมีเนื้อที่นับ 100 ไร่ เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยฯพยายามส่องไฟตามหาใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ก็ไม่พบ พบแต่ความมืด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเด็กชายเท่คงไม่ได้อยู่ในพื้นที่สุสานแล้ว

คืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.64 เวลา 13.30 น.ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับครอบครัวของเด็กชายวัย 14 ปี หลังทราบว่าพบตัวเด็กแล้ว จากการสอบถามเด็กชายอายุ 14 ปีเล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนให้เพื่อนไปส่งที่สุสาน หลังจากลงรถตนก็ได้วิ่งเล่นในสุสาน ส่วนเพื่อนที่มาส่งก็กลับบ้านไป หลังจากที่วิ่งเล่นเสร็จ ตนก็ได้ไปเล่นกับพี่ที่รู้จักกัน 2 วัน หลังจากนั้นก็ไปหาเพื่อนอีกคน และนอนที่บ้านเพื่อน กินอยู่ที่นั่น 2 วัน ตนก็ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง และออกตามหา หลังจากนี้ตนรับปากว่าจะไม่แอบหนีเที่ยวอีกแล้ว เพราะพ่อกับแม่เป็นห่วงตนมาก

ทางด้านนายนรินทร์ คำโต อายุ 44 ปี ผู้เป็นพ่อ เปิดเผยว่า เมื่อคืนภรรยาตนบอกว่าลูกชายหายออกจากบ้านไป 3 วันแล้วไม่กลับบ้าน ตนจึงจะไปแจ้งความคนหาย หลังจากสอบถามได้ความว่า มีเพื่อนขับรถไปส่งที่สุสานเม่งหุย ตนจึงได้รีบแจ้งตำรวจ และกู้ภัยให้ช่วยตามหา แต่หากันกว่า 2 ชั่วโมงยังไร้วี่แวว

หลังจากนั้นตนได้ไปยังบ้านของเพื่อนลูกชาย ปรากฏว่าไม่พบ เจอแต่นายเอก(นามสมมุติ)เพื่อนของลูกชายเท่านั้น สอบถามนายเอกว่าทำไมไม่พากลับไปส่งที่บ้าน นายเอกจึงได้บอกว่าลูกชายของตนบอกให้จอดส่งแค่ตรงนี้ หลังจากนั้นก็ไม่พบอีกเลย

ตอนแรกตนคิดว่าคงเป็นอาถรรพ์เรื่องผีบังตา ทำให้หาลูกไม่เจอ จึงได้ยกเลิกภารกิจตามหา พอมาวันนี้ลูกชายของตนได้กลับมาที่บ้านเอง เล่าให้ฟังให้ตนฟังว่าช่วงที่หายไปตลอด 4 วันนั้น แค่ไปอยู่กับเพื่อนมา ตนก็ดีใจที่ลูกชายตนกลับมาบ้านได้อย่างปลอดภัย

ขณะที่แม่ของเด็กชาย เผยว่า ปกติลูกชายตนจะออกไปหาเพื่อนบ่อย โดยทุกครั้งที่ไป จะไปแล้วกลับ แต่ครั้งนี้ลูกตนได้ออกจากบ้านไป 4 วัน ทำให้เป็นห่วงจึงได้บอกกับสามีว่าลูกไม่เข้าบ้านหลายวันแล้ว กลัวมีอันตราย สามีจึงได้แจ้งตำรวจให้ช่วยตามหา ก่อนที่สุดท้ายลูกจะกลับมาเองในที่สุด

“ลุงวิศวะ” ยิงโจ๋ 17 รอดคุก! ศาลฎีกาแก้โทษ จำคุก 3 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 3 ปี

"ลุงวิศวะ" ยิงโจ๋ 17 รอดคุก! ศาลฎีกาแก้โทษ จำคุก 3 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 3 ปี

ศาลฎีกาพิพากษา แก้โทษ คดี “ลุงวิศวะ” ยิงเด็ก ม.4 ดับ จำคุก 3 ปี 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท รอลงอาญา 3 ปี-คุมประพฤติ 2 ปี

วันนี้ (17 มิ.ย. 64) เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดชลบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3544/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นางสาวมณีพร โจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายสุเทพ หรือ ลุงวิศวะ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จากกรณีที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล หรือ ปอนด์ นักเรียนชั้น ม.4 อายุ 17 ปี ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 ที่บริเวณแยกครกใหญ่ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

คดีนี้ศาลชั้นต้น สั่งจำคุก นายสุเทพ รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอ ขณะที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ล่าสุด ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เหตุคดีนี้เกิดจากฝ่ายผู้ตายจอดรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของจำเลย จนเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ตายด้วยส่วนหนึ่ง การรอการลงโทษให้แก่จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์ แก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้จำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการระงับควบคุมอารมณ์ที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง

ขนลุก! เลขเด็ด เสียงกระซิบ “พุ่มพวง” ขอเปลี่ยนชุดหุ่น ออกตรงเลขท้าย 17

ขนลุก! เลขเด็ด เสียงกระซิบ "พุ่มพวง" ขอเปลี่ยนชุดหุ่น ออกตรงเลขท้าย 17

“พุ่มพวง” หลังการออกผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2564 ซึ่งรางวัลที่หนึ่งคือเลข 691861 รางวัลเลขท้าย 3 ตัว คือ 447, 668 และ รางวัลเลขท้าย 2 ตัว คือ 17

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เลขท้าย 2 ตัว เลข 17 นั้น ไปตรงกับเลขเด็ดที่มีการเก็งกันก่อนหน้านี้ และเป็นเลขสลากที่ถูกกวาดซื้อจนเกลี้ยงแผง หลังกลุ่มทีมงานช่างแต่งหน้า เผยเรื่องราวชวนขนลุกขณะเข้าไปทำการแต่งหน้าทำผมหุ่นนางนพมาศพุ่มพวง ภายในถ้ำหกไร่ วัดทับกระดาน ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

โดย เพชรา วงศ์เทวัญ หรือ น้องเมย์ ดาราและช่างแต่งหน้าชื่อดัง พร้อมทีมงาน เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะรื้อหุ่นนางนพมาศพุ่มพวงหุ่นที่ 7 อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกระซิบคล้ายเสียงพุ่มพวง มาขอให้ช่วยแต่งหน้าทำผม ให้หุ่นตัวที่ 11 ซึ่งอยู่ในโถงถัดไปด้วย

โดยหลังเรื่องราวถูกแพร่กระจายออกไป ทำให้ชุดเลขเด็ด 07-77-11 และ 007-777-711-117-171 ถูกตามหาและกวาดซื้อจนเกลี้ยงแผงลอตเตอรี่ ก่อนที่จะตรงกับเลขท้าย 2 ตัว เลข 17 ในที่สุด

โควิดวันนี้ ไทยติดเชื้อเพิ่ม 3,000 ราย ดับอีก 19 ราย ยอดป่วยสะสมทะลุ 2 แสน

โควิดวันนี้ ไทยติดเชื้อเพิ่ม 3,000 ราย ดับอีก 19 ราย ยอดป่วยสะสมทะลุ 2 แสน

โควิดวันนี้ ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยตัวเลขสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในประเทศไทย ว่า

ล่าสุด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ โควิด-19 ในไทยวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 3,000 ราย แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อใหม่ 2,360 ราย และผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 640 ราย ยอดติดเชื้อรวมระลอกเมษายน 173,401 ราย รวมยอดติดเชื้อสะสม 202,264 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย เสียชีวิตสะสม 1,485 ราย หายป่วยเพิ่ม 4,774 ราย รวมหายป่วยสะสม 162,718 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 38,061 ราย

รายละเอียดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 3,000 ราย มีดังนี้

1.ผู้ป่วยรายใหม่ จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการฯ 1,814 ราย

2.ค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 541 ราย

3.จากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 640 ราย

4.เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้า State Quarantine 5 ราย

พ่อรับศพ “วิศวกรสาว” เหยื่อ BMW Z4 พุ่งชน แม่ทำกับข้าวรอ

พ่อรับศพ "วิศวกรสาว" เหยื่อ BMW Z4 พุ่งชน แม่ทำกับข้าวรอ แต่ลูกกลับไม่ถึงบ้าน

พ่อรับศพ “วิศวกรสาว” วัย 29 ปี ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ BMW Z4 พุ่งชน เผยแม่ทำกับข้าวรอ แต่ลูกสาวกลับไม่ถึงบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากกรณีที่ ได้เกิดเหตุ รถเก๋งสปอร์ต ยี่ห้อ BMW เปิดประทุน รุ่น Z4 สีส้ม หมายเลขทะเบียน 3 กก 7558 กรุงเทพมหานคร ได้ขับซิ่งฝ่าสายฝนแล้วเกิดเสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนน ไปชนประสานงากับรถยนต์เก๋งยี่ห้อ ซูซูกิ สวิฟท์ สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน 1 ขฐ 9316 กรุงเทพมหานคร ที่วิ่งสวนมา ทำให้ น.ส.กรกฏ อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถเก๋งยี่ห้อ ซูซูกิ และ น.ส.วรรณกานต์ อายุ 29 ปี ที่นั่งข้างคนขับ เสียชีวิตคาที่อยู่ที่ภายในรถ

ส่วน นายสุรภักดิ์ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อ BMW ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหนองไผ่ในเวลาต่อมา ขณะที่ น.ส.เมษสวรรค์ อายุ 18 ปี ที่นั่งข้างนายสุรภักดิ์คนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัสขาข้างซ้ายหัก ได้ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลหนองไผ่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์

ล่าสุดวันนี้ พ่อแม่และญาติของ “วิศวกรสาว” ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลหนองไผ่ เพื่อมารอรับศพนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด โดยศพของ น.ส.กรกฏ อายุ 31 ปี จะส่งกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ จ.สุราษฎร์ธานี

นายนิติ อายุ 63 ปี พ่อของ น.ส.วรรณกานต์ หรือ น้องอุ้ย เล่าว่า ลูกสาวตนเรียนจบวิศวกรเคมี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ขณะนี้ทำงานเป็นวิศวกรเคมี อยู่ที่บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง จะเดินทางมาบ้านทุกครั้งที่มีโอกาส ก่อนเกิดเหตุ น้องอุ้ยได้โทรมาบอกทางบ้านว่าจะกลับมาบ้าน ตนและครอบครัวรู้สึกดีใจ เตรียมทำกับข้าวที่น้องอุ้ยชอบรับประทาน ตนเองได้ไปเก็บผักในสวนมาเตรียมไว้ แต่ต้องมารับทราบข่าวร้ายว่าลูกสาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตนเองพยายามตั้งสติ ขณะที่นางจารุนันท์ แม่ของน้องอุ้ยมีการช็อคนิ่งเงียบไม่พูดจา

ผู้เป็นพ่อเผยว่า น้องอุ้ยเป็นคนน่ารักมีนิสัยร่าเริงรักพ่อแม่ ถ้าหากรู้ว่าพ่อแม่อยากได้อะไรจะรีบซื้อให้ รถยนต์ที่ตนขับอยู่ทุกวันนี้ น้องอุ้ยก็เป็นคนซื้อให้ ซึ่งตนคิดว่าอนาคตลูกสาวคนนี้ กำลังจะไปได้ดีมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่กลับต้องมาจากไปก่อนวัยอันควร

อย.แจงเกษตรกร ขออนุญาต “ปลูกกัญชา” ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

อย.แจงเกษตรกร ขออนุญาต "ปลูกกัญชา" ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

นพ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ “ปลูกกัญชา” ออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการปลูก โดยเห็นว่ากฎระเบียบของภาครัฐ ไม่เอื้อต่อวิถีการปลูกกัญชาในชุมชน ทำให้ต้องมีการลงทุนด้านสถานที่ปลูกและระบบรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง และยังมีปัญหาการขออนุญาตที่ต้องดำเนินการขอใหม่หากต้องการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่น ๆ ของกัญชา นั้น

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า อย. มีนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชามา โดยตลอด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ เป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปลดล็อกข้อกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ในส่วนของเกษตรกรผู้มีความประสงค์ ปลูกกัญชา สามารถดำเนินการได้โดยขอให้มีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจ หรือสหกรณ์การเกษตร และร่วมกับหน่วยงานรัฐได้

สำหรับการปลูกกัญชาที่ผู้ปลูกบางส่วนเห็นว่าไม่เอื้อต่อวิถีการปลูกกัญชาในชุมชน โดยข้อเท็จจริงแล้วภาครัฐไม่ได้กำหนดว่าต้องปลูกแต่เฉพาะในโรงเรือนระบบปิดเท่านั้น ผู้ปลูกสามารถปลูกกลางแจ้งหรือโรงเรือนทั่วไปได้ แต่ยังคงต้องมีระบบการควบคุมดูแล เพื่อให้กัญชามีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้ใช้ และป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และได้มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ลง พื้นที่ปลูกขนาดไม่เกิน 50 ตารางเมตรไม่จำเป็นต้องมีกล้องวงจรปิด เพียงแต่ให้มีเครื่องป้องกันการเข้าถึงพื้นที่ปลูกจากบุคคลภายนอก เช่น กุญแจล็อก เปิด –ปิด

บุญรอดฯ สิงห์บุรี ออกรถพุ่มพวง นำผัก-ผลไม้จากแปลงเกษตรดูแลชุมชน

บริษัท บุญรอดฯ เอเซียเบเวอเรช จำกัด จังหวัดสิงห์บุรี หนึ่งในบริษัทฯ กลุ่ม บุญรอดบริวเวอรี่ ได้นำผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากแปลงเกษตรทั้งพืช ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ ออกรถพุ่มพวงดูแลชุมชนโดยรอบโรงงาน

ซึ่งนับเป็นนโยบายของบริษัทบุญรอดฯ ที่ให้โรงงานในเครือของบริษัทฯ ทุกพื้นที่ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ต่อการเกื้อกูลชุมชน และท้องถิ่นบนพื้นฐานของการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

คุณบุญเลิศ นาคอุไร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด เปิดเผยว่า “สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดไวรัส โควิด-19 มีผู้ได้รับผลกระทบมากมายในจังหวัดสิงห์บุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาพเศรษฐกิจ บริษัทฯ

จึงนำผลผลิตจากแปลงเกษตรในโรงงานทั้งผักและผลไม้ปลอดสารพิษ ออกรถพุ่มพวง เพื่อเติมกำลังใจ มอบความสุข และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งใช้โรงครัวภายในบริษัทปรุงอาหารเมนูต่างๆ ออกมอบให้กับชุมชนใกล้เคียงกว่า 1,300 ครัวเรือน ใน ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี”

ทั้งนี้ โรงงานแปลงเกษตรของบริษัทในเครือบุญรอดฯ ใน 10 โรงงานหลัก ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการทำแปลงเกษตรอินทรีย์ นำผลผลิตดูแลพนักงานและแบ่งปันชุมชนโดยรอบ ซึ่งแต่ละโรงงานก็จะมีการบริหารจัดการแปลงเกษตรที่แตกต่างกันออกไปตามขนาดพื้นที่ และสภาพพื้นที่

โดยที่โรงงานสิงห์บุรี มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกข้าวหอมมะลิ และผักตามฤดูกาลหลายชนิด บนเนื้อที่แปลงเกษตรประมาณ 10 ไร่ ซึ่งตลอดช่วงการแพร่ระบาด

โควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรซ จำกัด และในเครือทั้งหมดฯ ก็ได้นำผลผลิตจากแปลงเกษตร ที่พนักงานได้ร่วมแรงร่วมใจกันปลูก และใช้โรงครัวภายในบริษัทปรุงอาหารเมนูต่างๆ ส่งมอบผัก ผลไม้ และอาหารดูแลชุมชน

รวมทั้งให้กับบุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งใช้พื้นที่ในโรงงานตั้งเป็นศูนย์กระจายกำลังมอบน้ำดื่ม สนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์มาโดยตลอด

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ระลอก 3 เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. 64 บริษัท บุญรอดฯ ได้ให้การสนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ มากกว่า 6 แสนลิตร รวมทั้งอาหาร ตลอดจนส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter), เครื่องวัดความดัน, เครื่องวัดอุณหภูมิ, ชุดป้องกัน PPE และอุปกรณ์ป้องกันหลายรายการ

ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบสิ่งจำเป็นดังกล่าวข้างต้นให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม และศูนย์บริการประชาชนไปแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งส่งมอบสิ่งจำเป็นทั้งอาหารและน้ำดื่มให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 กว่า 100 ชุมชน นอกจากนี้ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปลายปี 2562 บริษัทฯ ช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ทั้งการสนับสนุนการทำงานแก่บุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนาม ที่ถือว่าเป็นแนวหน้าในการรักษาผู้ป่วย รวมไปถึงการจ้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ รวมเป็นมูลค่าการช่วยเหลือกว่า 200 ล้านบาท และยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะกลับสู่ภาวะปกติ

มหาเศรษฐีสาว รัสเซีย เจอจวกยับอวดรวย หลังให้ชาวเน็ตช่วยเลือกรถสปอร์ต

มหาเศรษฐีสาวชาว รัสเซีย ถูกวิจารณ์ว่าอวดรวย หลังให้ชาวเน็ตช่วยเลือกรถปอร์เช่ ว่าจะขับคันไหนไปงานประกาศรางวัลดี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยานา รุดคอฟสกายา มหาเศรษฐีสาวชาวรัสเซีย วัย 46 ปี ตกเป็นประเด็นร้อน หลังจากที่้เธอโพสต์คลิปวิดีโอลงอินสตราแกรมส่วนตัวที่มีผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้านคน ให้พวกเขาช่วยเลือกรถหรูยี่ห้อ ปอร์เช่ ว่าเธอควรจะขับรถสีไหน รุ่นไหน ไปร่วมงานประกาศรางวัลดนตรี

คลิปดังกล่าว เผยให้เห็นภาพ รถปอร์เช่ที่จอดเรียงกันอยู่ 4 คัน 4 สี ได้แก่ Porsche 718 Cayman S สีฟ้า, Porsche 911 Turbo Cabriolet สีเขียว, Porsche Panamera GTS สีน้ำเงิน และ Porsche Cayenne สีขาว

หลังจากคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไป มหาเศรษฐีสาวชาวรัสเซียก็ถูกวิจารณ์ยับ โดยชาวเน็ตหลายคนมองว่าเธอต้องการอวดรวย ทั้งที่ยังมีเด็กยากไร้อีกมากมายที่กำลังอดอยาก และไม่มียารักษาโรค

ก่อนหน้านี้ ยานา รุดคอฟสกายา เคยถูกวิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นเลี้ยงลูก หลังออกมายอมรับว่าเธอและสามีเคยใช้เข็มขัดตีลูกชาย และบังคับให้เขาอยู่ในห้องมืดสนิทเพื่อลงโทษ ซึ่งเธอมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งผิดปกติ และบอกว่าทุกคนมีวิธีเลี้ยงลูกและใช้ชีวิตของตนเองแตกต่างกัน

เพื่อนบ้าน เล่านาทีชีวิต สาวใหญ่ดับหลังฉีดวัคซีนโควิด เรียกรถพยาบาล

เพื่อนบ้าน เล่านาทีช่วยชีวิต หญิงเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน โควิด-19 ยอมรับตนเองก็ลงทะเบียนฉีดไว้ และกังวลหลังเกิดเหตุ แต่ก็ไม่มีทางเลือก

เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 8 มิ.ย. 64 เกิดเหตุสลดขึ้นในบ้านพักของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ใน ซ.พหลโยธิน 50 เป็นเหตุหญิงสาว อายุ 48 ปี นอนหมดสติเสียชีวิต โดยร้อยเวรสอบสวน สน.บางเขน ได้เข้าไปตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง และเมื่อสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ทราบข้อมูลว่า ก่อนเสียชีวิตผู้ตายไปเข้ารับการ ฉีดวัคซีนโควิด-19 มา

จากนั้นเวลา 18.30 น. ก็เริ่มมีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย จึงรับประทานยาบรรเทาอาการปวด 2 เม็ด ต่อมาเริ่มมีอาการปวดศีรษะคล้ายไมเกรน จึงรับประทานยาแก้อาการปวดศีรษะไมเกรน ที่เป็นโรคประจำตัว กระทั่งเวลา 22.00 น. ผู้ตายมีอาการหายใจสำลัก ชักเกร็งและหมดสติไป

ทีมข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.ได้ลงพื้นที่สอบถาม นายสุขชัย อายุ 61 ปี เพื่อนบ้าน ได้เล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อวานนี้เวลาประมาณ 22.00 น. สามีของผู้เสียชีวิตได้มาตะโกนเรียกที่หน้าบ้านบอกว่าภรรยาหมดสติ ตนเองพร้อมลูกชายจึงเข้าไปช่วยเหลือ กระทั่งเข้าไปภายในห้องนอน ที่อยู่บนชั้น 2 ของบ้าน พบผู้เสียชีวิตนอนหมดสติอยู่บนเตียง ในลักษณะคล้ายคนกำลังนอนหลับ ตามร่างกายไม่พบร่องรอย คราบเลือด และไม่พบฟองสีขาวที่บริเวณปาก

จากนั้น จึงได้โทรเรียกรถพยาบาลให้เข้ามาช่วยเหลือ โดยแพทย์แจ้งว่า รถจะเข้ามาภายในอีก 15 นาที ระหว่างนี้ให้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ด้วยการปั๊มหัวใจ กระทั่งรถพยาบาลมาถึง จึงพบว่าร่างของผู้เสียชีวิตเริ่มแข็งแล้ว

นายสุขชัย เล่าเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุ ตนเองมาทราบข้อมูลจากสามีผู้เสียชีวิต ว่าผู้ตายไปเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ศูนย์ฉีดย่านพหลโยธิน เมื่อช่วงเวลา 11.50 น. วานนี้

ในขณะที่ตนเองทราบว่าที่ผ่านมาผู้ตายมีโรคไมเกรน ที่จะต้องรับประทานยา ส่วนสุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี ไม่เคยเจ็บป่วยหนักจนถึงขั้นต้องเข้าออกโรงพยาบาล ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตจะเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนหรือไม่นั้น ตนเองไม่อยากปักใจเชื่อ แต่ก็ยอมรับว่ามีความกังวล เนื่องจากตนเองได้ลงทะเบียนฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้ ไว้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ สำหรับร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกส่งไปยัง รพ.ภูมิพล เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง

ดาบตำรวจฉีด “ซิโนแวค” แขนขาอ่อนแรงชาครึ่งซีก กำลังใจดี

ดาบตำรวจฉีด “ซิโนแวค” แขนขาอ่อนแรงชาครึ่งซีก แต่บอกทุกคนอย่ากลัววัคซีนเพราะอาการข้างเคียงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ สปสช.เตรียมจ่ายเยียวยา

จากกรณี ดต.สิทธิชัย คล้ายพันธุ์ ผบ.หมู่ ป้องกันปราบปราม สภ.เขาชะเมา จ.ระยอง เกิดผลข้างเคียงหลังจากที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรก แล้วเกิดอาการร่างกายซีกขวาชาไปครึ่งซีก เดินเองไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง จนต้องลาพักงาน เพราะไม่สามารถทำงานได้ เพราะขาด้านขวาอ่อนแรง ทั้งที่ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน ยังทำงานปกติ ร่างกายยังแข็งแรง สามารถวิ่งออกกำลังกายได้ทุกวัน และยังสามารถปีนต้นไม้เก็บผลกระท้อนบริเวณบ้านพัก และทำสวนเกษตรได้ ซึ่งหลังเกิดอาการได้เดินทางไปพบแพทย์ และรับการตรวจร่างกาย ที่ รพ.ระยอง

“ซิโนแวค” ล่าสุด วันนี้ (8 มิ.ย.64) ที่ศูนย์สันติสุข รพ.ระยอง พล.ต.ต.มานะ อินพิทักษ์ รอง ผบช.ภ.2 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ระยอง นพ.ไชยสิทธิ์ เทตชาตรี ผอ.รพ.ระยอง พญ.ณัฎฐีญา ศิริธรรม แพทย์ชำนาญการสาขาอายุรกรรมระบบประสาท รพ.ระยอง พร้อมด้วย ดต.สิทธิชัย คล้ายพันธุ์ ร่วมแถลงข่าว

พญ.ณัฎฐีญา ศิริธรรม กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าอาการที่เกิดขึ้น เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้หลังจากการฉีดวัคซีน โดยที่ปฏิกิริยาเหล่านี้จะดีขึ้นในระยะเวลาที่แตกต่างกัน บางคนอาจใช้เวลาช้าหน่อย ซึ่งเคสนี้แพทย์ได้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เกิดปฏิกิริยา ซึ่งล่าสุดอาการก็เริ่มดีขึ้นกว่าตอนที่มานอนโรงพยาบาลที่แขนขาอ่อนแรง ส่วนอาการร่วมอื่นๆ ก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ

นพ.ไชยสิทธิ์ เทตชาตรี ผอ.รพ.ระยอง บอกว่า จากการตรวจ พบว่า มีอาการแขนขาอ่อนแรงจริง แต่การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เอ็มอาร์ไอ ก็ไม่พบร่องรอยที่เกิดขึ้นในสมองแสดงว่าการฉีดวัคซีนทำให้เกิดอาการเช่นนี้ได้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ได้ชี้แจงไว้แล้วว่าการฉีดวัคซีนพบอาการเช่นนี้ได้ ในประเทศไทยก็พบหลายเคส แต่ผ่านไปจะค่อยๆ หายเป็นปกติ ซึ่งการฉีดวัคซีนนั้นมีความคุ้มค่ากว่าเพราะจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งต้องขอขอบคุณ ดต.สิทธิชัย คล้ายพันธุ์ ที่มีความประสงค์ในการเข้ารับการฉีดวัคซีน

พล.ต.ต.มานะ อินพิทักษ์ รอง ผบช.ภ.2 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ระยอง กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความห่วงใยต่อตำรวจและครอบครัวตำรวจ ได้จัดให้เข้ารับการฉีดวัคซีน ของตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ได้ฉีดรอบแรกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 64 รอบแรก ส่วน ดต.สิทธิชัย คล้ายพันธุ์ ที่มีผลข้างเคียง เป็นกลุ่มที่เข้ารับการฉีดเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อมีผลข้างเคียง ก็เข้ารับการรักษาตัว ติดตามอาการ และประสานกับ สปสช.เพื่อเยียวยา แต่เบื้องต้น ได้จัดการดูแลสวัสดิการในช่วงที่ยังทำงานไม่ได้ และจะดูแลต่อไปจนกว่าจะหายเป็นปกติ

ทางด้าน ดต.สิทธิชัย คล้ายพันธุ์ ยอมรับว่า ตนเองไปฉีดวัคซีน พร้อมกับเพื่อนตำรวจด้วยกัน แต่เพื่อนทุกคนเป็นปกตินอกจากตนเองที่เกิดอาการ ไม่พึงประสงค์ ซึ่งก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากทางผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ต้องขอขอบคุณผู้บังคับบัญชา พล.ต.ท.มานะ อินพิทักษ์ รอง ผบช.ภ.2 รรท.ผบก. ภ.จว.ระยอง และ พ.ต.อ.วุฒินันท์ จันทร์สว่าง ผกก.สภ.เขาชะเมา ระยอง ที่ห่วงใยคอยดูแล ทั้งเรื่องการรักษา และ อาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ รวมทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตร. ที่ห่วงใยถามไถ่อาการตนตลอด

สำหรับอาการในวันนี้ก็เริ่มดีขึ้น อาการปวดศีรษะ อาเจียน และ ทัองเสีย เริ่มหายแล้ว แต่อาการชาซีกขวาก็ยังมีอาการชาอยู่ แต่ก็เริ่มดีขึ้นหลังจากทำกายภาพบำบัด ก็หวังว่าคงจะหายเป็นปกติโดยเร็ว ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือ ส่วนเงินเยียวยาหากได้มาก็จะนำมาใช้รักษาตัวต่อไป พร้อมทั้งฝากให้ผู้ที่กำลังฉีดวัคซีนอย่ากลัว เพราะอาการข้างเคียงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ จึงขอให้ไปฉีดวัคซีนกันทุกคน เพื่อปลอดภัยจากโควิด-19

ด้าน นายจักริน ประโมงเขต เจ้าหน้าที่ ส.ปสช.เขต 6 ได้ กล่าวว่า สำหรับ กรณี ของดาบตำรวจสิทธิชัย จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า อาการเกิดจากผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนจริง ส่วนจะเข้าข่ายในระดับใดก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการตรวจรักษาจาก รพ.ระยอง สำหรับเคสนี้ เป็นเคสที่ 5 ของระยอง โดยก่อนหน้ามีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไปแล้ว 4 ราย สำหรับเคสนี้ก็จะเร่งสรุปหลังรับเรื่องผลการตรวจรักษาจากโรงพยาบาลระยอง เพื่อจ่ายเงินเยียวยา ให้กับ ดต.สิทธิชัย คล้ายพันธุ์ โดยเร็วที่สุด