การ ตลาด ภายในองค์กร บันไดขั้นแรกสู่การทำ Branding

หลายปีก่อนนักการ ตลาด นิยมทำการ ตลาด กับลูกค้าเป้าหมาย (External Marketing) เพียงอย่างเดียว เช่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และการรับรู้สินค้า แต่ปัจจุบันการสร้าง Brand เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยทำการตลาดแบบองค์รวมด้วยวิธีการส่ง Message เดียว ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้า หรือรูปแบบการให้บริการ และอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น ได้แก่ การทำการตลาดกับบุคลากรภายในองค์กร (Internal Marketing) เพื่อให้พนักงานสามารถส่งมอบสินค้า และบริการไปในแนวทางที่บริษัทตั้งใจไว้ และบรรลุเป้าหมายของการสร้าง Brand ได้ในที่สุด

ทำไม Internal Marketing จึงสำคัญกับธุรกิจในยุคนี้

“พนักงาน” หรือ “ทรัพยากรบุคคล” ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ

“Internal Marketing” จึงถือว่าเป็นการถ่ายทอด Brand สู่ตัวบุคลากร โดยการทำความเข้าใจในการตลาดของบริษัทให้ตรงกันทุกฝ่าย และสร้างทัศนคติที่ดีต่อองค์กร พนักงานจึงสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าตามแผนนั้นได้ ตรงกันข้ามหากการสื่อสารการตลาดภายนอกและภายในองค์กรออกมาไม่ตรงกัน อาจทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ไม่เกิดการซื้อซ้ำ และการสร้าง Brand จะสำเร็จยากขึ้น

HR ในองค์กรคือส่วนสำคัญในการทำ Internal Marketing

ดังผลสำรวจของนิตยสารธุรกิจชั้นนำหลายฉบับพบว่า 85% ของบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำ Internal Marketing และไม่มีบุคลากรที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ จึงเป็นหน้าที่ของ HR ในองค์กรที่ต้องเข้าไปช่วย และมีส่วนร่วมในกระบวนการทำ Internal Marketing ตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะ HR เป็นผู้ที่รู้จักองค์กร รู้วัฒนธรรม รู้อุปสรรคและปัญหาภายในดีที่สุด เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงความจำเป็น และผลที่จะเกิดขึ้น
การสร้าง Brand จึงจะประสบความสำเร็จได้ด้วยดี

การทำ Internal Branding แบ่งเป็น 2 มิติ คือ

1.Employer Brand การสร้าง Brand ให้กับบริษัทในฐานะผู้ว่าจ้าง เป็นการสร้างการรับรู้กับพนักงาน รวมทั้งนักศึกษาจบใหม่ ให้มีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมทำงานกับบริษัท ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการหาบุคคลากรใหม่ได้ง่ายขึ้น

2.Brand Engagement HR ต้องสร้างความผูกพันธ์ต่อองค์กรและนำพาไปสู่วัฒนธรรมคนในองค์กร หากพนักงานไม่สามารถลุกขึ้นมาเป็นทูตขององค์กรได้ แปลว่าพนักงานไม่มีความภักดี (Loyalty) และมีโอกาสในการสูญเสียพนักงานที่มีคุณภาพไปได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น หากธุรกิจต้องการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองก็ไม่ควรละเลยการทำ Internal Marketing ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ Message ที่ตรงกันทั้งองค์กรก่อนที่จะทำกิจกรรมการตลาดออกไปสู่ภายนอก (External Marketing)

สนับสนุนโดย blackcatagency

9 ข้อดีของการทำการตลาด online ทำได้ง่ายไม่ต้อง เสียเงิน

9 ข้อดีของการทำการตลาด online

องค์กรธุรกิจคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของโลกดิจิทัล ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านทาง ออนไลน์ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นองค์กรธุรกิจเองก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ด้วยการปรับตัวมาทำการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามี 9 ข้อดีของการทำการตลาดออนไลน์ มาฝากกันเพื่อให้ทุกท่านมั่นใจว่าน่าทำเพียงใด

1.สร้างตัวตนในแบรนด์สินค้าและบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยการเลือกนำเสนอความเป็นตัวตนของแบรนด์ผ่านการใช้คอนเทนท์การตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทันที

2.ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้มากขึ้นโดยการให้ นั่นก็คือ ให้สาระความรู้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมถึงสิ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้

3.เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง การทำตลาดออนไลน์นั้นสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา Google โดยเลือก Google Ads หรือ Google Display Network เราสามารถเลือกได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย และคุ้มค่า

4.สามารถดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้เกิดความสนใจ เพราะการทำตลาดออนไลน์ไม่ได้จำกัดพื้นที่ในการสื่อสาร สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ทั่วทุกมุมโลก

5.สร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ง่ายขึ้น แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการโต้ตอบและแนะนำสินค้าพร้อมทั้งสามารถจัดส่งแคมเปญส่งเสริมการขายให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

6.เป็นตัวกลางในกระจายข่าวสารและโปรโมชั่นของสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวงกว้าง

7.สามารถวัดผลได้ง่าย หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นยอด Reach, View, Impressions, Click และรวมไปถึง ROI ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์วัดผลทางการตลาดได้

8.ต้นทุนต่ำ เนื่องจากการนำเสนอสินค้าและบริการนั้นสามารถนำเสนอได้ทั้งรูปแบบวีดีโอ และภาพนิ่ง ซึ่งเราสามารถเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นครั้ง ก็สามารถใช้ได้ตลอด

9.การตอบกลับข้อความสะดวก รวดเร็ว เพราะการตอบกลับคือการแสดงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า จึงทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสในการเพิ่มยอดขายด้วยแล้วละก็ รีบคว้าโอกาสเป็นผู้นำการตลาดออนไลน์ก่อนใครนะคะ สามารถเริ่มทำได้เองไม่ยาก แต่ถ้าอยากไปเร็วมากก็ให้ Fastket ทีมการตลาดออนไลน์ที่เชี่ยวชาญมาทำแทนก็ได้ สะดวก ง่าย รวดเร็ว และคุ้มค่า

สนับสนุนโดย blackcatagency

5 เทคนิคการทําการ ตลาด ถ้าทําได้ ประสบความสําเร็จแน่นอน

5 เทคนิคการทําการ ตลาด ถ้าทําได้ ประสบความสําเร็จแน่นอน

  1. ต้องไม่หยุดเรียนรู้ เช่น เรียนรู้การทําเว็บไซต์ การโพสต์

บทความ การเขียนให้ถูกหลัก SEO หรือ การทํา Content | Marketing ของแบบนี้ มันเรียนรู้กันได้อยู่ที่ว่า ใครจะให้ความ สําคัญ และสนใจที่จะเรียนรู้มากกว่ากัน เมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณ หยุดที่จะเรียนรู้ หรือไม่คิดที่จะเรียนรู้ คุณก็จะตามหลังคนอื่น ทันที 2. เทคโนโลยีในโลกนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากๆ โดยเฉพาะ เรื่องของเทคโนโลยีในโลกออนไลน์ ถ้าคุณไม่สนใจ ไม่ให้ความ สําคัญ หรือหยุดที่จะเรียนรู้มัน คุณก็จะล้มเหลว และไม่มีทางที่ จะเอาชนะคู่แข่งได้เลย 3. อย่าเชื่อมั่น หรือคิดว่า ยอดขายที่ดีอยู่ในตอนนี้แล้ว จะยั่งยืน เพราะคู่แข่ง ในโลกออนไลน์ มีเพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าแบรนด์ธุรกิจ ของคุณ ไม่แข็งแกร่งกว่า รู้มากกว่า และเหนือกว่า ต่อให้สินค้าดี ยังไงก็ขายได้น้อยกว่าคู่แข่งอยู่ดี เทคนิคเดิมๆ ที่เคยใช้แล้ว สําเร็จในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถใช้ได้ในอนาคต เพราะสิ่ง ต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมากๆ ตามกระแสที่ เปลี่ยนแปลงในโลกออนไลน์

2. เทคโนโลยีในโลกนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากๆ โดยเฉพาะ เรื่องของเทคโนโลยีในโลกออนไลน์ ถ้าคุณไม่สนใจ ไม่ให้ความ สําคัญ หรือหยุดที่จะเรียนรู้มัน คุณก็จะล้มเหลว และไม่มีทางที่ จะเอาชนะคู่แข่งได้เลย

3. อย่าเชื่อมั่น หรือคิดว่า ยอดขายที่ดีอยู่ในตอนนี้แล้ว จะยั่งยืน เพราะคู่แข่ง ในโลกออนไลน์ มีเพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าแบรนด์ธุรกิจ ของคุณ ไม่แข็งแกร่งกว่า รู้มากกว่า และเหนือกว่า ต่อให้สินค้าดี ยังไงก็ขายได้น้อยกว่าคู่แข่งอยู่ดี เทคนิคเดิมๆ ที่เคยใช้แล้ว สําเร็จในอดีตที่ผ่านมา ไม่สามารถใช้ได้ในอนาคต เพราะสิ่ง ต่างๆ

4. มันไม่ได้สําคัญว่า สินค้า/บริการของคุณ มีปัญหาหรือไม่ หรือ ว่าคุณทําอะไรผิด แต่มันอยู่ที่ว่า คู่แข่ง เค้าตอบโจทย์ความ ต้องการของลูกค้า ได้ดีกว่าคุณหรือเปล่า ถ้าเค้าทําแล้ว ถูกใจ ลูกค้ามากกว่า แม้ว่าสินค้าของคุณจะดี แต่นําเสนอไม่เป็น ไม่ถึง ลูกค้า คุณก็ต้องเจ้งอยู่ดี 5. อย่าคิดว่า แผนการตลาด ที่คุณทําอยู่ตอนนี้ มันจะได้ผลดี เสมอไป และไม่จําเป็นต้องเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์การตลาด จําเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับคู่ แข่ง และ กระแส หรือเทรนด์ในโลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลาได้

5. อย่าคิดว่า แผนการตลาด ที่คุณทําอยู่ตอนนี้ มันจะได้ผลดี เสมอไป และไม่จําเป็นต้องเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์การ ตลาด จําเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับ คู่ แข่ง และ กระแส หรือเทรนด์ในโลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลาได้

สนับสนุนโดย blackcatagency

ทำการตลาดอย่างไรให้ปัง! กับ 10 หลักการทำ Inbound Marketing

ทำการตลาด โดย คุณสิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ Marketing Director ของ Content Shifu ชี้ว่า Inbound Marketing เป็นที่รู้จักมานานแล้ว แต่ในปี 2019 ที่มีความเปลี่ยนแปลงของหลายๆ อุตสาหกรรม ทำให้การใช้ Inbound Marketing แบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลในปีนี้ โดยปีนี้ Content Shifu เสนอ 10 ข้อหลักๆ ในการทำ Inbound Marketing ซึ่งแต่ละองค์กรไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด 10 ข้อ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่องค์กรกำลังประสบ ไปทำความรู้จักกับ 10 หลักการทำ Inbound Marketing กันดีกว่า

1. ไม่เน้นกว้าง แต่เน้นลึก
เรียกได้ว่าเป็นหลักการทำ Digital Marketing ลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เนื่องจากการหว่านแหเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค นอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่การทำแบบสอบถามเพื่อทำความรู้จักกับผู้บริโภคจะช่วยให้สามารถเข้าใจถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างชัดเจน และช่วยให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าจริงๆ ต้องการอะไร และสามารถทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้บ้าง และเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่อยู่ในแต่ละอุตสาหกรรม

2. เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ในแง่การผลิตคอนเทนต์ แน่นอนว่าในธุรกิจสื่อจำเป็นที่ต้องผลิตคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและมีคุณภาพ แต่สำหรับอุตสาหกรรมอื่น การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องสร้างในปริมาณมากก็สร้างก่อให้การความน่าสนใจและสามารถดึงให้คนเข้ามาติดตามได้มาก แต่เหนือกว่าคอนเทนต์ที่มีคุณภาพคือความสม่ำเสมอ เพราะหากมีการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ความน่าสนใจในการติดตามก็จะลดลง

ซึ่งการผลิตคอนเทนต์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือการสร้างคอนเทนต์ในปริมาณที่มากและมีคุณภาพแถมต้องสม่ำเสมอ แน่นอนว่ากลุ่มนี้คือการทำงานของสื่อ ขณะที่กลุ่มที่ 2 เป็นการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ อาจไม่จำเป็นต้องทุกวันหรืออาจจะนำเสนอเป็นประจำทุกสัปดาห์ และกลุ่มที่ 3 ในกรณีที่ไม่มีเวลาให้เน้นการผลิตคอนเท้นต์ที่มีคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งการผลิตคอนเทนต์ที่มีปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอไม่ควรทำอย่างยิ่ง

3. ข้อมูลคืออำนาจ
หลายคนอาจมองว่าการผลิตคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้โซเชียลมีเดียในระยะยาวไม่เป็นผลดี เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูล (Data) ไว้เอง ที่สำคัญหากมีการเปลี่ยนกฎหรืออัลกอริทึ่มก็จะไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทำตามสิ่งที่โซเชียลปรับเปลี่ยน ซึ่งโซเชียลควรจะมองเป็นแค่ช่องทาง แต่ไม่ใช่เป้าหมายในการสื่อสาร

เราควรจะมี Platform เป็นของตัวเอง รวมไปถึงวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data) เช่น การแลกเปลี่ยนด้วยความรู้หรือของรางวัล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้าเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ “ยื่นหมู ยื่นแมว”

4. เข้าถึงตัวบุคคล (Personalize)
เรียกว่าเป็นภาคต่อจาก “ข้อมูลคืออำนาจ” เนื่องจากเมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นแปลงเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอคอนเทนต์ที่ใช่ ส่งมอบให้กับคนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายหรือสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการกีต้าร์โปร่งก็ต้องหาลูกค้าที่มีพฤติกรรมชอบเล่นกีต้าร์โปร่ง ซึ่งคนที่มีพฤติกรรมชอบเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าไม่ใช่ลูกค้าหลัก แต่อาจสร้างความสัมพันธ์ไว้ในฐานะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรอง

5. ใช้เครื่องมือดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ในการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ 3 SETs ประกอบไปด้วย MindSET เราต้องมีแนวความคิดว่า Inbound Marketing คือการตลาดแบบหวังผลระยะยาว ไม่ใช่แคมเปญระยะสั้น SkillSET คือการทำสิ่งที่วางไว้ใน MindSET ให้เกิดขึ้นได้จริง และ ToolSET คือการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละบริษัท และเหมาะกับกลุ่มลูกค้าเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่ SkillSET วางแผนไว้สำเร็จตามที่ MideSET ตั้งไว้

บางครั้งการใช้เครื่องมือก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมือมากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป จึงจะประสบผลสำเร็จ เช่น เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลมาก็สามารถใช้เครื่องมือในการคำแนกข้อมุล รวมไปถึงการใช้เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปใช้งานต่อในด้าน CRM หรือเครื่องมือที่ใช้ในการซิงค์ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6. กรณีศึกษาช่วยลดเวลาเรียนรู้
แน่นอนว่าการเรียนรู้จากกรณีศึกษาช่วยให้เรียนรู้ได้รวดเร็วมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทดลองทำเองช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งสามารถค้นหากรณีศึกษาได้จาก Search Engine หรือในกรณีใกล้ตัวที่สุดคือการศึกษาจากคู่แข่ง กรณีใดที่คู่แข่งทำแล้วเป็นผลเสียก็ไม่ต้องเสียเวลาทำ หรือดูกรณีศึกษาของคนอื่นที่เป็นคนละอุตสาหกรรมแต่มีความใกล้เคียงกัน เช่น อสังหาฯ และยานยนต์ เป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงเช่นเดียวกัน เป็นต้น

7. ผสมผสานทั้ง Inbound และ Outbound
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีถูกและผิด ในบางกรณีการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing อาจจะไม่เหมาะกับธุรกิจนั้นๆ ก็ได้ การทำการตลาดแบบ Outbound Marketing จึงต้องเข้ามาช่วย ซึ่งทั้ง 2 การตลาดต่างมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนกับผลที่ได้มา ซึ่ง Outbound Marketing ผลที่ได้รับมักจะเป็นไปตามปริมาณการลงทุน เช่น ลงทุนมากผลที่ได้รับก็มากตาม ในขณะที่ Inbound Marketing จำเป็นต้องลงทุนก่อนโดยยังไม่เห็นผลที่ได้ แต่ในระยะยาวผลที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นในขณะที่การลงทุนจะยังเท่าเดิม

การผสมผสานการตลาดทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกันจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยในช่วงแรกเน้นการทำการตลาดแบบ Outbound Marketing เมื่อผ่านพ้นช่วงระยะเวลาการสร้างการรับรู้ การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing ก็จะเข้ามาทดแทนเพื่อให้การลงทุนลดลงแต่ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้น

8. Offline ยังไม่ตายยยย
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องการทำการตลาดแบบ Inbound Marketing และ Outbound Marketing แม้ว่าในยุคปัจจุบันเน้นสร้างกิจกรรมแบบ Online ซึ่งได้รับนิยมอย่างมาก แต่การทำกิจกรรมแบบ Offline ก็ยังคงอยู่ ซึ่งหลายครั้งที่กิจกรรมเหล่านั้นได้รับผลตอบรับที่ดี อย่างเช่น การจัดอีเว้นท์ต่างๆ การจัดทำหนังสือ เป็นต้น

9. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ช่วง MindSET แล้วว่า การทำการตลาดแบบ Inbound Marketing เป็นการทำการตลาดแบบระยะยาว ยิ่งกราฟการลงทุนกับผลที่ได้ของการตลาดแบบInbound Marketing ที่ชี้ให้เห็นถึงการลงทุนในช่วงแรกที่ผลกลับยังไม่ได้ตอบรับในระดังหวังผล แต่ในระยะยาวผลที่ได้จะมากกว่าการลงทุนที่ผ่านมา นั่นจึงทำให้ผู้ที่จะใช้การตลาดแบบInbound Marketing ต้องอดทน เพราะเป้นแผนการตลาดที่ต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวสะสมผลที่ได้รับไปเรื่อยๆ

10. อย่าช้าจนไม่ได้ลงมือทำ
หลายคนเมื่อมาถึงจุดนี้คงเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า การตลาดแบบInbound Marketing คือการทำการตลาดระยะยาวและต้องใช้ความอดทน ทว่าหลายคนเมื่อเห็นว่า “ระยะยาว” ก็นิยมไปทำการตลาดแบบ Outbound Marketing เพื่อให้ได้ผลตอบรับระยะยสั้น ซึ่งในความเป็นจริงตามข้อที่ 7 ที่ต้องใช้การผสมผสานทั้ง Inbound และ Outbound เข้าด้วยกัน

ดังนั้นในช่วงที่กำลัง ทำการตลาด แบบ Outbound Marketing ควรจะต้องลงมือทำการตลาดแบบ Inbound Marketing ไปพร้อมๆ กัน พร้อมยิ่งเริ่มช้าโอกาสที่ผลที่ได้รับมากกว่าการลงทุนก็จะช้าตามไปด้วย

สนับสนุนโดย blackcatagency

แต่งรถ เพิ่ม ประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่ ?

 

แต่ง รถเพิ่มประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่ ?

ประกันรถยนต์ทุกประเภท บริษัทประกันรถส่วนใหญ่จะคุ้มครองตัวรถยนต์ และอุปกรณ์แต่งรถที่ติดตั้งมาจากโรงงาน หรือศูนย์จำหน่ายเท่านั้น แต่บางบริษัทอาจมีเงื่อนไขพิเศษขยายความคุ้มครองขึ้นมา และหลายคนก็มีความสงสัยว่า หากนำรถไปตกแต่งเพิ่ม เช่น เปลี่ยนล้อแม็กซ์ ใส่สเกิร์ต สปอยเลอร์ ติดเครื่องเสียง สติ๊กเกอร์ เปลี่ยนไฟหน้า-ไฟท้าย ฯลฯ ประกันรถยังให้ความคุ้มครองอยู่หรือไม่ ?

สำหรับอะไหล่ที่แต่งเพิ่มเข้ามา บางบริษัทประกันภัยจะให้วงเงินความคุ้มครองเพิ่มประมาณ 20,000 บาท หรืออะไหล่บางตัวอาจไม่ได้รับความคุ้มครองเลยก็มี ซึ่ง 724 ประกันออนไลน์ ขออธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

ไม่คุ้มครองอะไหล่แต่งรถยนต์เพิ่มเติม ขั้นแรกคุณต้องสอบถาม หรือตรวจสอบกับบริษัทประกันให้แน่ใจว่าอะไหล่ที่ ตกแต่งเพิ่มเข้ามา จะได้รับความคุ้มครอง ไหม หากแม้คุณจะขอขยายความคุ้มครอง และก็ยอมชําระเงินเพิ่ม ก็ตาม เพราะเหตุว่าอุปกรณ์ แล้วก็อะไหล่บางตัว บริษัทประกันไม่รับคุ้มครองเพิ่ม อย่างเช่น สติ๊กเกอร์ เคลือบแก้ว หรืออุปกรณ์ พิเศษ บางอย่างที่บริษัทประกันอาจหาอะไหล่ได้ยาก

มีการเก็บเบี้ยประกันรถยนต์เพิ่มอีก แม้ทางบริษัทรับรองพิจารณาแล้ว แล้วก็รับประกัน ในส่วนที่ตกแต่งเพิ่ม จะมีการขอ เก็บเบี้ยประกันรถยนต์เพิ่มเติมอีกสําหรับอุปกรณ์ตกแต่งเหล่านั้น ซึ่ง คุณจําเป็นจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานต่างๆ เพิ่ม ตัวอย่างเช่น หลักฐานการตําหนิดตั้งอะไหล่แต่งรถยนต์ ใบเสร็จรับเงินต่างๆ และก็รูปอุปกรณ์ที่ติดเพิ่มขึ้นมา (กรณี ไม่ได้ มีการตรวจรถยนต์ หรือตกแต่งเพิ่ม หลังจากทําประกัน)

ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ก่อนทำประกันรถยนต์ หรือหลังทำประกันแล้วไปตกแต่งเพิ่ม ควรแจ้ง หรือติดต่อกับบริษัทประกันรถยนต์ให้เรียบร้อยเพื่อความถูกต้อง และชัดเจน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา บริษัทประกันจะรับผิดชอบตามเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์เท่านั้น

สนับสนุนโดย เต้นรถ มือสอง

การเลือก ซื้อรถมือใหม่เช็กให้ชัวร์ 4 วิธีดูเล่มทะเบียนรถง่ายๆ ก่อนซื้อรถมือสอง

การเลือก ซื้อรถยนต์ บ้านมือสองดีๆสักคัน แน่นอน ว่านอกจากสภาพรถยนต์จะเป็นด่านแรก ให้ท่านได้ ตรวจดูแล้วก็เลือกตัดสินใจแล้ว คู่มือลงทะเบียน หรือเล่มทะเบียนรถ ก็เป็นอีกสิ่งจําเป็นที่จะรีเซ็ก ความถูกต้อง หรือที่มาที่ไปของรถยนต์ได้ แต่เอ๊ะ! ถ้าหากไม่มีสกิลเรื่องรถยนต์เลยล่ะ จะทํายังไง ไม่ ให้พบแจ็กพอต โดนหลอก หรือย้อมแมวขาย วันนี้ Carmana เลยมาชี้แนะ 4 วิธีสําหรับในการดูเล่ม ทะเบียนรถยนต์ ก่อนซื้อรถยนต์มือสอง ที่จะสามารถ ช่วยให้มือใหม่ หรือคนสามัญสามารถเช็กความเวิร์ก ไม่เวิร์ก เบื้องต้นได้อย่างง่ายดายตามไปดูกันเลย

การเลือก มี 4 หลักๆ ดังนี้

  1. รายการจดทะเบียน ตีเนียนไม่ได้ การดูเล่มทะเบียนในหน้า 4 ที่มีข้อมูลรถยนต์ ให้

มองวันเดือนปีที่ลงทะเบียน พร้อมกัน ไปกับการ ดูองค์ประกอบรถยนต์เพราะตรงกันมั้ย ดังเช่น เลข เครื่องยนต์ของรถยนต์มีความขัดแย้ง ถ้าเกิดมี บันทึกการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ในเล่มก็ไม่น่ากังวล แต่ว่าหากเลขตัวถัง ไม่ตรงกันกับในเล่มเนีย ชัดเลย ว่าถูกสวมเล่มมาแน่นอน

2. ใครคือผู้ถือกรรมสิทธิ์ ใครเป็นเจ้าของรถยนต์ ตัวจริง หรือมีลําดับเปลี่ยน มือมายังยังไง ควรทราบไว้เพื่อป้องกันการสวมรอย แล้วก็รับประกันการเสี่ยงจากเจ้าของเดิม โดยขอดู ชื่อผู้ครอบครองในหน้า 5 หรือหน้าเลขคี กับบัตร ประชาชนของเจ้าของรถยนต์ว่ามีตัวตนกระจ่างแจ้ง เชื่อถือได้มั้ย ไม่ใช่บุคคลที่สามสี่ห้าที่บางทีอาจนํา ความยุ่งเหยิงมาให้แบบไม่รู้ตัว

3. รายการภาษี ไปที่หน้า 16 แน่นอนว่า คนใช้รถยนต์จําต้องเสียภาษี แนวทางดู เล่มทะเบียนรถยนต์ หากอยากได้ซื้อรถยนต์มือสอง ให้เช็กรายการเสียภาษี ในหน้า 16 เพื่อมองความ เกี่ยวเนื่องของการเสียภาษีอากร อย่าลืม ดูหมีก ตัว หนังสือ หรือช่องไฟที่ไม่สมควรจะเสมอกัน ด้วย เหตุว่าจําเป็นต้องอัปเดตทุกปี ถ้าหากราวกับเป๊ะ แสดงว่าปลอมแปลงตัวเล่มมาชั่วร์ๆ

4. หน้า 18 ดูรายการบันทึกของเจ้าหน้าที่
ส่วนนี้แสดงประวัติรถว่าผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งการโอน การนำเข้า การปรับเปลี่ยน การยกเลิก หรือระงับการใช้งาน แต่ถ้าในเล่มทะเบียนรถมีตราประทับ เช่น ออกแทนเล่มสูญหาย ซึ่งมักจะอยู่ในหน้า 18 หรือหน้าแรก อันนี้ก็น่าสงสัย แถมยังจัดไฟแนนซ์ไม่ได้แน่ๆ ต้องรีบเช็กสาเหตุอย่างด่วนก่อนตัดสินใจซื้อ

สนับสนุนโดย เต้นรถ มือสอง

กระทรวงเกษตร-อ.ส.ค. ทำเก๋! เปิดตัว “BNK48” เป็นพรีเซนเตอร์นมโคสด 100%

BNK48 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์และผลิตภัณฑ์ใหม่ของร้าน THAI –DENMARK MILKLAND ณ ศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยและการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทยให้เพิ่มมากขึ้นโดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของนม ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย และมีคุณประโยชน์สำหรับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ

ดังนั้น อ.ส.ค.ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค นมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผง จึงได้เปิดร้าน “THAI-DENMARK MILK LAND” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มปริมาณการดื่มนมจากเมนูเครื่องดื่มต่างๆที่ใช้ส่วนผสมของนมไทย-เดนมาร์ค ทำให้มีรสชาติ หอม มัน อร่อย และได้ประโยชน์จากนมโคสดแท้ และสิ่งที่พิเศษสำหรับ THAI-DENMARK MILK LAND ในปีนี้ คือ อ.ส.ค. ได้นำศิลปินไอดอลหญิงกลุ่ม BNK48

อ่านต่อ

ผอ.รร.ฉาว ตั้งกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำร้านเหล้า หลักฐานมัดตัว เพราะทำแฟลชไดรฟ์หล่นไว้

ผอ.รร.ฉาว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้า กรณี มีกระแสข่าวทางโซเชียล มีการนำคลิปฉาว ของ ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อำเภอบ้านแพง จ.นครพนม แอบตั้งกล้องถ่ายคลิปภายในห้องน้ำ ของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลตำบลเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยมีคนนำคลิปออกมาเผยแพร่ เปิดเผยถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมีภาพในคลิปเห็นหน้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าของคลิปชัดเจน เกรงว่าจะเป็นภัยสังคม

ผอ.รร.ฉาว หลังทางผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า คลิปดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2563 เหตุเกิดที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลตำบลเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยที่มาของคลิป สืบเนื่องจากมีคนในร้านเก็บแฟลชไดรฟ์ ที่มีคนทำตกในห้องน้ำ จึงนำมาตรวจสอบหาเจ้าของ และพบว่า มีข้อมูลเป็นคลิปภาพจากกล้องแอบถ่าย อีกทั้งยังพบว่าบุคคลในคลิปเป็นคนนำกล้องไปตั้งแอบถ่ายในห้องน้ำ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอบ้านแพง แต่มีบ้านอยู่ในเขต อำเภอเรณูนคร จนกระทั่งทางเจ้าของร้าน ได้มีการตรวจสอบ ประสานไปยังเจ้าของ โดยเจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธ เพราะคลิปหลักฐานชัดเจน เพียงอ้างว่าเมา ไม่มีเจตนาถ่ายคลิปคนอื่น และภายหลังตรวจสอบยังไม่พบผู้เสียหายเข้าแจ้งความเอาผิด แต่มีคนนำมาโพสต์แฉพฤติกรรม ฉาว กลัวเป็นภัยสังคม จนเป็นกระแสข่าวดัง แต่ทางด้านเจ้าตัวยังไม่ออกมาชี้แจง หลังเป็นข่าว

อ่านต่อ

มวลชน ระดมทุน ช่วยตำรวจ ซื้อชุดหลังถูกสาดสี – บก.ลายจุด ขอซื้อตัวละ 5 พัน

คอลัมนิสต์ชื่อดัง ระดมทุน เพื่อนำเงินส่งมอบ ตร.สำราญราษฎร์ หลังถูกนักร้องดังสาดสีใส่ ด้าน บก.ลายจุดประกาศขอซื้อชุดละ 5,000 บาท ชี้เป็นผลงานทางศิลปะ

ธีรภัทร เจริญสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงกรณีการสาดสีใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ เดอะบอตทอมบูลส์ ศิลปินนักร้องชื่อดัง โดยระบุว่า “กรณีสาดสีใส่จนท.ตำรวจที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อเช้าวันนี้ที่ผ่านมา เข้าใจทั้งความอัดอั้นตันใจของฝ่าย นศ.ที่ถูกคุกคามทุกประการ แต่ก็เห็นใจ จนท.ตร.ชั้นผู้น้อยที่ต้องเสียเงินตัดชุดใหม่เช่นกัน

อ่านต่อ

ผู้ว่าสุราษฎร์ฯ เตือนประชาชนระวังน้ำท่วมสูง “เขื่อนรัชชประภา” เตรียมปล่อยน้ำ ปั่นไฟฟ้า

ผู้ว่าสุราษฎร์ฯ ได้รับประสานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) เขื่อนรัชชประภา ว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA A-18 ให้แก่โรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งจะส่งผลให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามกำลังผลิตปกติ จึงมีความจำเป็นจะต้องระบายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม 2563 – 7 กันยายน 2563 รวม 10 วัน จากเดิมวันละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้อำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ปริมาณน้ำที่สูงขึ้นบริเวณท้ายเขื่อนรัชชประภา ประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนรัชชประภา

อ่านต่อ