วิธีการอ่านค่าฟิล์มกรองแสง ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักกันเท่าไหร่

วิธีการอ่านค่าฟิล์มกรองแสง
วิธีการอ่านค่าฟิล์มกรองแสง

วิธีการอ่านค่าฟิล์มกรองแสง ฟิล์มติดรถยนต์เชียงใหม่

การอ่านสเปคฟิล์ม

1.ค่าการป้องกันรังสี UV ( UV Rejection , UVR ) โดยปกติแล้ว ฟิล์มกรองแสงทุกประเภท ทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะถูกสุดถึงแพงสุด จะสามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% อยู่แล้ว ถือเป็นคุณสมบัติทั่วไปของฟิล์มกรองแสง (ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษแต่อย่างไร) โดยจะเป็นค่าที่บอกว่าสามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้เท่าไหร่ แต่ถามว่าฟิล์มกรองแสงที่ป้องกันรังสีUV99% แล้วจะช่วยลดความร้อนได้มากหรือไม่? ตอบได้เลยว่า ลดได้น้อยมาก ให้ดูที่ค่าการลดความร้อนจะดีกว่าครับ

2.ค่าแสงสว่างส่องผ่าน ( Visible Light Transmission , VLT )

เป็นค่าที่บ่งบอกว่าฟิล์มกรองแสงนี้ยอมให้แสงส่องผ่านมากน้อยแค่ไหน ถ้ายิ่งแสงส่องผ่านมาก ฟิล์มก็จะยิ่งมีความใสมาก และความร้อนก็จะผ่านเข้ามามากด้วยเช่นกัน (รังสีจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด 44%เป็นแสงสว่าง) ว่าง่ายๆถ้าฟิล์มคุณภาพเดียวกัน ยิ่งมืด ก็จะยิ่งกันความร้อนได้ดีด้วย
เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบค่าลดความร้อนรวมของฟิล์มกรองแสงใดๆ ควรจะเปรียบเทียบจากฟิล์มที่มีความเข้ม (VLT) เท่ากัน การเทียบความร้อนระหว่าง ฟิล์มใสกับฟิล์มดำ มันเหมือนการเอารถจักรยานมาแข่งกับรถยนต์ครับ ต่อให้คุณปั่นจักรยานเก่งยังไง สุดท้ายคุณก็แพ้รถยนต์อยู่ดี
นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า ฟิล์มดำราคาถูกๆ สามารถลดความร้อนรวม ได้เท่ากับฟิล์มใสที่ราคาแพงมาก ๆ  นั่นเป็นเพราะธรรมชาติของฟิล์มกรองแสงด้วย มันสู้กันไม่ได้ นั่นเป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้เราต้องพิจารณาค่าการกันความร้อนจากรังสีอินฟราเรต(IRR)ควบคู่กันไปด้วยครับ

การเรียกฟิล์มกรองแสงความเข้ม 40 60 80 นั้น เป็นเรียกความเข้มของฟิล์มกรองแสงที่ผิด (ผิดมานานละแต่ก็ยังเรียกอยู่)
ความจริงแล้ว

  • ฟิล์มเข้ม 80 คือฟิล์มที่ยอมให้แสงส่องผ่าน ( VLT ) ได้ประมาณ 5 %
  • ฟิล์มเข้ม 60 คือฟิล์มที่ยอมให้แสงส่องผ่าน ( VLT ) ได้ประมาณ 20 %
  • ฟิล์มเข้ม 40 คือฟิล์มที่ยอมให้แสงส่องผ่าน ( VLT ) ได้ประมาณ 40-50 %

ถ้าใสกว่านี้โดยทั่วไปก็จะเรียกว่าฟิล์มใส แสงส่องผ่าน ประมาณ 70%

3.ค่าการลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด (Infrared Rejection , IRR)

รังสีอินฟราเรดหรือบางทีก็เรียกว่ารังสีความร้อน ซึ่งรังสีอินฟราเรดนั้นมีอยู่ 53% ของรังสีจากแสงอาทิตย์ ยิ่งลดได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ซึ่งฟิล์มที่กันร้อนได้ดี ควรจะกันรังสีอินฟราเรดได้มากกว่า 80% ขึ้นไปครับ ( ส่วนมากฟิล์มดำหรือฟิล์มฉาบโลหะที่กันอินฟราเรตได้น้อยกว่า80%มักจะไม่เขียนบอกใน spec แต่จะเน้นค่ากันความร้อนรวมมากกว่า เพราะฟิล์มทึบ ค่ากันความร้อนรวมจะสูง )
ถึงอย่างไรก็ตาม ฟิล์มที่กันรังสีอินฟราเรตได้ 99% ก็ไม่ได้หมายความว่าฟิล์มนั้นติดแล้วจะไม่ร้อนเลย อย่างที่พูดๆไปต้องดูความเข้มของฟิล์มกรองแสงประกอบกันด้วย โดยส่วนมากบริษัทที่เน้นขายฟิล์มใส จะเน้นการกันความร้อนจากรังสีอินฟราเรดเป็นหลัก เพราะค่าลดความร้อนรวมของฟิล์มใสนั้นต่อให้ดีขนาดไหน ส่วนมากจะไม่เกิน 60% สู้ฟิล์มดำราคาถูกๆไม่ได้

4.ค่าการลดความร้อนรวม หรือค่าลดความร้อนจากแสงแดด (Total Solar Energy Rejection , TSER )

เป็นค่าการลดความร้อนที่นำค่าการลดความร้อนจากรังสีUV,แสงสว่างส่องผ่าน,รังสีอินฟราเรด ทั้งหมด3 อย่างมารวมกัน
ซึ่งค่าการลดความร้อนรวมนี้ มีวิธีการคิดหลายมาตรฐาน !!!!

ส่วนตัวจึงไม่แนะนำให้ใช้ค่านี้จากฟิล์มหลายๆยี่ห้อมาเทียบกัน (เทียบได้บ้าง แต่ต้องเป็นบางยี่ห้อเท่านั้น อยากรู้หลังไมค์ละกันครับ)
เพราะฟิล์มกรองที่ลดความร้อนรวมได้ 60%บางยี่ห้อ ยังกันความร้อนได้ดีกว่าฟิล์มที่ลดความร้อนรวมได้ 80% ของบางยี่ห้อเสียอีก !!!

5.ค่าแสงสะท้อน (Visible Light reflectance , VLR)

เป็นค่าที่บ่งบอกถึงว่าฟิล์มกรองแสงนี้มีความเงามากน้อยเท่าไร ยิ่ง%การสะท้อนแสงมาก ทำให้ฟิล์มมีลักษณะมันวาวมากคล้ายๆกับกระจก สำหรับอาคารบางแห่งรวมทั้งรถยนต์ จึงมีข้อห้ามไม่ให้ติดฟิล์มกรองแสงที่มีการสะท้อนมากๆ เพราะจะทำให้แสงสะท้อนไปเข้าตาคนอื่นได้ครับ ถ้าฟิล์มสะท้อนแสงมากส่งผลให้ฟิล์มกันร้อนได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *